ads

เว็บไซต์ นสพ.Nikkei Asian Review ของญี่ปุ่น นำเสนอรายงานพิเศษ “Tailor-made uniformity threatens Thai creativity” เมื่อ 17 เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา ระบุว่า

ความเข้มงวดในการสวมใส่ชุดนักเรียน – นึกศึกษาของเยาวชนในสังคมไทยนั้นเป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝนทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์

โดยกล่าวความพยายามของ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน (Bangkok Christian College) ที่ก่อนหน้านี้เคยมีนโยบายทดลองให้นักเรียนแต่งตัวตามสบายมาเรียนในทุกวันอาคาร แต่แล้วก็ถูกปรามไว้จนต้องยุตินโยบายดังกล่าวไป

รายงานของสื่อญี่ปุ่นอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ นายชลำ อรรถธรรม (Chalam Attham) เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่กังวลว่านโยบายดังกล่าวของ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน อาจขัดต่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551

และนั่นทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมไทย โดยเฉพาะประเด็นประเทศไทยมีโครงสร้างสังคมเป็นแบบกึ่งศักดินา (semi-feudal) ให้ความสำคัญกับเครื่องแบบในฐานะเครื่องบ่งบอกสถานะที่สูงขึ้นมากกว่าบทบาทในหน้าที่การงาน

 

ไม่ต่างจากผู้คนในอาชีพอื่นๆ ในสังคมไทย ที่ยกเครื่องแบบเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหมู่คณะ ตั้งแต่คนทำงานในโรงงาน พนักงานออฟฟิศ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ครู เจ้าหน้าที่ของรัฐ

ขณะที่ระบบการศึกษาไทยมีการส่งเสริมค่านิยมรวมศูนย์ว่าด้วยอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ โดยกระทรวงศึกษาธิการดำเนินบทบาทนี้มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950s หรือตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา

 

มาร์วาอัน มาคาน-มาร์คาร์ (Marwaan Macan-Markar) ผู้เขียนรายงานนี้ให้ Nikkei Asian Review เล่าว่า ตนมาประเทศไทยในปี 2544 แล้วรู้สึกแปลกใจที่เห็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่งกายเหมือนกันหมด กล่าวคือ ทุกคนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงหรือกระโปรงสีดำ ราวกับเป็นโรงเรียนมัธยม

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นมีการแบ่งปันรสนิยมในการสวมเครื่องแบบของนักศึกษาไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา แม้กระทั่งในญี่ปุ่นเอง ด้วยความที่มองว่าการแต่งกายให้สอดคล้องกันนั้นเกื้อหนุนความกลมเกลียวกันในสังคม

รายงานของ Nikkei Asian Review ยังอ้างถึงความเห็นของ ศศนันท์ บุญยะวนิช (Sasanun Bunyawanich) นักวิชาการคนหนึ่งของไทย เมื่อปี 2561 ที่ระบุว่า การกำหนดเครื่องแบบในมหาวิทยาลัยของไทยสะท้อนวัฒนธรรมว่าด้วยลำดับชั้นและความสอดคล้อง ซึ่งธรรมเนียมการใช้คำสั่งจากบนลงล่างในระบบการศึกษานั้นมีบทบาทในการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมแบบอนุรักษ์นิยมของไทย

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังพยายามสร้างบุคลากรที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลทหารได้ชูยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0” (Thailand 4.0) ดึงดูดการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิตอลและเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับฐานการผลิต

แต่ผลการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ชี้ว่านักเรียนไทย 1 ใน 3 แม้อ่านหนังสือออกแต่ไม่สามารถจับใจความได้

เมื่อเทียบประเทศไทยกับคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อย่างเวียดนาม ซึ่งก็เป็นประเทศที่ส่งเสริมให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบไปเรียนเช่นกัน พบว่า

นักเรียนเวียดนามมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงกว่านักเรียนไทย เช่น การสอบความรู้ประชากรอายุ 15 ปีในระดับนานาชาติ (PISA) ที่จัดสอบทุกๆ 3 ปี เยาวชนเวียดนามอันเป็นประเทศที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ทำคะแนนได้สูงกว่าเยาวชนไทยทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน

 

บทความของสื่อญี่ปุ่นทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการศึกษามากกว่าเรื่องของความเป็นเอกภาพที่เป็นภาพลักษณ์ภายนอก

หาไม่แล้วประเทศไทยจะล้มเหลวในยุคดิจิตอล อันเป็นยุคสมัยที่ส่งเสริมความเป็นปัจเจก ความคิดสร้างสรรค์ และอิสรภาพในการเติบโต

 

ที่มา naewna.com

สปอนเซอร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here