วันอาทิตย์, พฤษภาคม 26, 2019

บทเรียน 10 ประการ ที่ควรรู้ก่อนอายุ 40 ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งประสบความสำเร็จไว

“หลายครั้งที่เราก็ปล่อยให้ชีวิตเลยผ่านไป พอรู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว” มาดูข้อคิดดีๆ จากคนที่ประสบความสำเร็จก่อนวัย 40 ท่านหนึ่ง บอกเล่ากันดีกว่า... ว่าอะไรบ้าง ที่ทำให้ชีวิตเขาไปไวกว่าคนอื่นๆ และอะไรบ้าง ที่ทำให้หลายๆ คนตระหนักว่าตัวเองบกพร่องไป..   1.ชีวิตสั้น อย่าทนกับงานที่ไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่ไม่ให้เกียรติ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้เรื่อง ความก้าวหน้าในงานที่ไม่มีที่ไป… แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะอดทนและปล่อยให้เวลาผ่านไป พอรู้ตัวอีกที อายุก็ปาไปเลข 4 แล้ว ในขณะที่ความจริงแล้ว หลายคนที่ตัดสินใจหางานใหม่ ได้ตำแหน่งงานดีๆ และก้าวหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ซึ่งปัจจุบันการหางานก็ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก แค่ใช้เว็บไซต์คลิกๆ หางานแป้ปเดียว ไม่กี่นาที ก็เจองานที่ถูกใจแล้ว 2.ความสำคัญของการเข้าสังคม ในสมัย 22-23 หลังเรียนจบใหม่ๆ คุณอาจมองข้ามการเข้าสังคมไป ยังยึดติดกับเพื่อนมหาวิทยาลัยและไม่อยากเริ่มต้นความสัมพันธ์ในสังคมใหม่ๆ เพราะมันช่างยุ่งยาก...

“การไปเที่ยวด้วยกัน” คือบททดสอบความสัมพันธ์ ของคู่รัก ขั้นสูงสุด!

หากคุณคิดจะใช้ชีวิตอยู่กับใครยาวๆ อย่าเพิ่งตัดสินใจ จนกว่าจะได้ลองไปเที่ยวด้วยกัน!!  แต่ต้องขอเตือนก่อนนะว่า การไปเที่ยวด้วยกัน อาจทำให้ความสัมพันธ์แข็งแรงขึ้น หรืออาจจะทำให้พังทลายไปได้เลยก็ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไม? การไปเที่ยวกับคนรัก คือการทดสอบความสัมพันธ์ขั้นสูงสุด   จะได้เห็นด้านที่แย่ของกันและกัน: เมื่อคุณได้อยู่กับใครสักคนตลอด 24 ชั่วโมงหลายๆวัน และไม่มีทางที่จะปิดบังตัวตนที่แท้จริงของคุณ ซึ่งคุณจะได้เห็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากด้านที่ดีของกันและกัน การไปท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง คุณอาจจะเจออุปสรรคในระหว่างการเดินทาง และเมื่อเจอความเหนื่อยยาก ลำบาก ก็จะแสดงสิ่งที่ไม่ดีที่ออกมา ทุกคนล้วนมีนิสัยส่วนตัว ซึ่งสามารถเป็นที่รัก หรือน่ารำคาญของอีกฝ่ายได้ ลองถามตัวเองก่อน ว่าสามารถรับมือกับนิสัยแย่ๆของอีกฝ่ายได้ตลอดชีวิตของคุณหรือไม่? เห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย: การเดินทางในแต่ละครั้งอาจจะไม่ราบรื่นเสมอไป อาจจะมีเรื่องให้ปวดหัว เช่น ของหายบ้าง ที่พักเต็ม หรืออาจจะหลงทาง ซึ่งคุณจะสังเกตได้ว่าคู่ของคุณมีปฏิกิริยาแสดงออกมาอย่างไร ในสถานการณ์เหล่านี้ เขาจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ เขาจะคอยช่วยเหลือคุณอย่างไง หรือเขาจะทำให้คุณทุกข์ใจ ด้วยการคร่ำครวญเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น หรือเขาจะคิดมาก จริงจังกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง การเห็นปฏิกิริยาที่แสดงออกมาของอีกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณรู้ว่าเข้ากันได้ไหม จะรับกันได้แค่ไหน พื้นที่ส่วนตัว...

อย่าฝากความหวังของประเทศไว้กับ “การเมือง” ถ้าไม่ ‘ทำหน้าที่’ ตัวเองให้ดีเสียก่อน

อย่าฝากความหวังของประเทศไว้กับ "การเมือง" ถ้าเรื่องของตัวเองไม่เคย 'ทำหน้าที่' ให้ดีเสียก่อน ถูกเขียนขึ้นเพื่อออกมาเตือนสติใครหลายๆคนในชาติให้ฉุกคิด และหันกลับมามองความจริงให้ตาสว่างไสว ก่อนไปเลือกใครสักคนที่ Love ที่สุดมาเป็นคณะรัฐบาลดูแลชาติแทนเรา   เปลี่ยนมากี่ยุคสมัย ประเทศไทยไม่ได้แปลงร่างเป็น "ประเทศพัฒนาแล้ว" ซะที จริงๆ เราไม่ได้เลือกตั้งนานแล้วก็จริง แต่ว่าเราเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยอยู่นะ แต่ชาติเราเปลี่ยนผ่านมากี่รุ่นกี่ยุค เรายังคงเป็นประเทศโลกที่... ประเทศกำลังพัฒนา ไม่รู้ว่าพัฒนาถึงไหนแล้วเหมือนกัน ว่าแต่ทำไมนะ??? ทำไมพัฒนาไม่เสร็จเสียที?   ประเทศแห่งความหวัง หรือ แค่ฝันลมๆแล้งๆ? "เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงาม จะคืนกลับมา" มารึยัง งดงามรึยังตอนนี้? ที่ผ่านมา เราเลือกผู้นำกันด้วยความคาดหวังสูงปรี๊ดนะ ตอนสมัยลุงตู่ แม้จะไม่ได้เลือก แต่เราก็มีความหวังยิ่งใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อหลายปีที่แล้ว...

สิ่งที่พวกเราทุกคนกำลังจะเผชิญ โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว!!

สิ่งที่พวกเราทุกคนกำลังจะเผชิญตามนี้นะครับ ปี 2560-61 เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ทำธุรกิจไม่ขึ้น คนขายของมากกว่าคนซื้อ และเข้าสู่ภาวะ Recession ปี 2562-63 โลกเข้าสู่ภาวะขาดเงินทั่วโลก จนเกิด Recession ที่จะรุนแรงขึ้น แต่ละประเทศจะแข่งกัน...ลด..ค่าเงินของตัวเอง ดอกเบี้ยเป็น..ขาขึ้น..สมบูรณ์แบบ หลายประเทศค่าเงินตกอย่างรุนแรง และอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นไปมากกว่า 5-10% ปี 2564-65 ประเทศไทยจะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ...ครั้งใหญ่...ที่รุนแรงกว่าต้มยำกุ้ง .......................... สิ่งที่พวกคุณต้องทำ - อย่าเป็นหนี้ และเคลียหนี้ ให้เร็วที่สุด เพราะถ้าดอกเบี้ยไป 25% จะไม่เหลืออะไร  ย้ำ...รีบเคลียหนี้...ให้หมด - เก็บเงิน โดยเฉพาะ เก็บทองคำ อย่างน้อย 30% ของการออม...

“ค่าโง” ของคนบ้างาน เมื่องานสำคัญมากกว่าทุกสิ่ง…?

"ค่าโง่" 39 ปีที่แล้ว...ผมเริ่มต้นทำงานกับบริษัทการเงินข้ามชาติ ที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก... 35 ปีที่แล้ว...ผมแต่งงานกับเธอที่ผมรักที่สุด เราต่างสัญญาจะสร้างอนาคตร่วมกัน เธอจะเป็นคนข้างหลังเพื่อให้ผมประสบความสำเร็จทางการงานตามที่ตั้งใจ...ในขณะที่การงานของผมก้าวหน้าไปมากอย่างรวดเร็ว... 29 ปีที่แล้ว...เธอคลอดลูกชายคนแรกให้ผม ในขณะที่ผมติดประชุมที่ญี่ปุ่น ผมขอโทษเธอ สัญญากับเธอว่า ผมขอเวลาทำงานอีกระยะเพื่อครอบครัว ...ผมกลับเมืองไทย รับขวัญลูกและขอโทษเธอด้วยตำแหน่งงานที่ก้าวหน้ากว่าเดิม...ฝันของเราใกล้เป็นจริง... 24 ปีที่แล้ว...เธอคลอดลูกสาวที่เราเฝ้ารอคอย ผมได้เห็นหน้าลูกสาวแค่วันเดียว เพราะต้องเดินทางไปประชุมใหญ่ที่ออสเตรเลีย ผมสัญญาว่าผมจะทำงานอีกไม่นาน จากนั้นเวลาทั้งหมดของผมจะเป็นของครอบครัวตลอดไปสมกับที่เธอตั้งตารอคอย... 13 ปีที่แล้ว...หน้าที่การงานผมก้าวหน้าจนก้าวขึ้นเป็นเบอร์2ในภาคพื้นเอเชียแปซิคฟิค...แต่เธอขอ"หย่า"เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ที่เธอบอกว่า ผมไม่เคยให้เธอ(ผมเถียงว่า ผมให้เธอทุกอย่าง)...สุดท้ายเธอบอกว่า"เมียไม่ได้ต้องการแค่ทรัพย์สินเงินทองจนเกินเก็บ หากแต่เป็นความอบอุ่นมั่นใจจากอ้อมกอดคนเป็นสามีเติมเต็มในคืนอ้างว้าง" ...สุดท้ายเธอแยกไป...ส่วนลูกๆ ปู่กับย่าจะดูแลอย่างดี เหมือนกับที่เคยเลี้ยงผมมา... 10 ปีที่แล้ว...ลูกชายคนโตซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์เพื่อนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต...ผมบินกลับจากญี่ปุ่นทั้งๆที่มีงานสัมมาสำคัญ แม่บอกว่า ลูกชายเกเรเลี้ยงยาก...ผมกอดลูกสาวบอกกับเธอว่า พ่อไม่ดีเอง ขอเวลาพ่ออีกนิดแล้วพ่อจะให้ทุกอย่าง... 7 ปีที่แล้ว...ก่อนแม่สิ้นใจ แม่บอกกับผมว่า อย่าเอาแต่ทำงานจนลืมไปว่า ลูกต้องการอ้อมกอดจากพ่อที่โหยหามานาน...

“ไม่ต้องเรียนเก่ง” เพียงแต่ค้นหาตัวเองให้เจอ ‘คนเรียนเก่ง’ ไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป!!

คนเรียนเก่งไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป การได้เกรด 1.04 ก็ไม่ได้แปลว่า "โง่" วันนี้พบกับเรื่องราวจากประสบการณ์ชีวิตจริงของ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะมาเตือนสติคุณพ่อคุณแม่บางท่าน ที่คาดหวังในเรื่องผลการเรียนลูก ซึ่งหารู้ไม่ว่า การคาดหวังมากเกินไป อาจเกิดผลเสียต่อสภาพจิตใจของลูกได้… รับรองว่าเมื่อคุณได้อ่านเรื่องนี้จะทำให้ความคิดของคุณเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วเราไปอ่านเรื่องราวของ คุณบอย กันเลยค่ะ ไม่ต้องเรียนเก่ง เพียงแต่ค้นหาตัวเองให้เจอ ได้เกรด 1.04 คุณไม่ได้โง่นะ ‘แม่’ คือส่วนเติมเต็มในชีวิต บอย โกสิยพงษ์ “แม่ผมเป็นแม่บ้าน แม่บ้านที่รักลูกมาก ตั้งแต่ผมเกิดมาผมไม่เคยกินผลไม้ที่มีเปลือกหรือมีเมล็ดเลย ตอนเด็กๆ ผมไม่รู้ด้วยว่าองุ่นมันมีเปลือก องุ่นมันมีเมล็ด ทุกวันผมจะได้เอาช้อนตักองุ่นที่แกะแล้ว แช่เย็นอย่างดีแล้วกินเป็นชามๆ เลยฮะ หรืออย่างเงาะผมก็ไม่เคยกินแบบมีเมล็ด ทุกอย่างคือผ่านการผ่าตัดจากแม่มาเรียบร้อยแล้ว และไม่ใช่แค่ผลไม้ แต่อาหารแม่จะเป็นห่วงทุกอย่าง “ครอบครัวผมเนี่ย...

อย่า ‘ดูถูก’ คนอื่นให้ดูต่ำ เพราะมันไม่ได้ทำให้เรา ‘สูง’ ขึ้น!

จริงๆ การพูดจาดูถูก หรือเหยียดหยามคนอื่นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่ดี และไม่ควรปฏิบัติเอาเสียเลย เพราะเป็นนิสัยที่ผู้ที่มีการศึกษาหรือปัญญาชนเค้าไม่นิยมทำกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ในสังคมปัจจุบัน ที่ยังคงมีการดูถูกเหยียดหยามกันให้เห็นอยู่บ่อยๆ ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การล้อเลียน การพูดจาถากถาง ดูถูกดูแคลนคนที่ด้อยกว่า เพียงเพราะความสนุก สะใจ ได้สนองกิเลสตัณหาที่ตัวเองกักเก็บมานาน จนล้นออกมาให้ใครๆ ได้เห็นทางการกระทำภายนอก รู้ไหมว่า “การดูถูก” เหยียดหยามคนอื่นบ่อยๆ มันจะกลายเป็นนิสัยที่เรายากจะสลัดออก หรือบางคนทำไปด้วยความเคยชินก็มี โดยการล้อเลียนหรือเรียกชื่อคนอื่นตามปมด้อยของเขา เช่น บางคนมีรูปร่างเตี้ยก็เรียกเขาว่า ไอ้เตี้ย บางคนแคระแกรนก็เรียกไอ้แคระ ไปสารพัด ยิ่งไปกว่านั้นบางคนมีความพิการทางอวัยวะต่างๆของร่างกายก็เรียกซ้ำปมด้อยเขา เช่น ไอ้ดำ ไอ้อ้วน ไอ้เป๋ และอื่นๆ...

การเดินของ “ประเทศไทย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายอีกต่อไป!?

คุณนิติภูมิ นวรัตน์ พูดเอาไว้น่าคิดมาก "ผมคิดว่าการเดินของประเทศไทยในปี พ.ศ.2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป" แชร์ไปทั่วๆ​ครับ "ผมคิดว่าการเดินของประเทศไทยในปี พ.ศ.2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป  เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะคงค้างของไทยมีมากถึง 6.49 ล้านล้านบาท นอกจากนั้น เงินยังไหลออกนอกประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จากการไปลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ที่ออกไปตั้งร้านขายของในทุกจังหวัดทุกอำเภอ   คนท้องถิ่นทำงานหาเงินได้เท่าใดก็เอามาซื้อของจากร้านขายของที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเหล่านี้ พวกนี้ได้เงินแล้วก็หอบเอาเงินที่ได้ไปลงทุนต่างประเทศ เช่นไปลงทุนที่รัสเซียรวมแล้ว 1,900 ล้านดอลลาร์ (6 หมื่นล้านบาท) ในเวียดนามเกือบ 2 แสนล้านบาท ในอินโดนีเซีย...

อันตรายของนโยบาย “ประชานิยม” ภาระ หรือ ยกระดับคุณภาพชีวิต!

วันนี้อยากเขียนเรื่องนี้เพื่อเตือนใจผู้ทำนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน และเร่งการใช้จ่ายแบบประชานิยม ให้ตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในระยะยาว โดยวิเคราะห์ในแง่มุมของเศรษฐศาสตร์จากประสบการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศละตินอเมริกา ที่ใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งในที่สุดก็ต้องมีอันเป็นไปจากนโยบายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น อาเจนตินา บราซิล เปรู นิคารากัว และล่าสุดที่กำลังเกิดวิกฤตในประเทศอย่างหนักคือ เวเนซูเอล่า เป็นบทเรียนให้ผู้ทำนโยบายในประเทศตะวันตกและประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเซีย ต้องเรียนรู้และตระหนัก “ประชานิยม” เป็นชื่อที่เรียกการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตของเศรษฐกิจและการกระจายเงินจากคนรวยไปสู่คนจน โดยไม่สนใจเรื่องภาระเงินเฟ้อ การขาดดุลการคลัง และผลที่นโยบายดังกล่าวจะมีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆ คือมุ่งด้านเดียวให้เกิดการใช้จ่ายที่จะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมก็คือ ผู้ที่ได้มีโอกาสใช้จ่ายจากนโยบายประชานิยมที่เกิดขึ้น และมักเป็นกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีรายได้อยู่เดิม ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้จ่าย แต่จากที่คนกลุ่มนี้มีจำนวนมาก และสามารถเป็นฐานเสียงที่สำคัญ นโยบาย “ประชานิยม” กับเป้าหมายทางการเมืองจึงแยกกันไม่ออก คือสร้างการใช้จ่ายและการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมได้ใจและได้คะแนนนิยมจากกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ ภาวะดังกล่าว ทำให้นักการเมืองที่ทำนโยบายยิ่งได้ใจ โอ้อวดว่า การบริหารประเทศของตนประสบความสำเร็จ สื่อมวลชนก็ยกย่อง...

สิ่งชั่วร้ายที่ทำให้ “คนดี” กลับกลายเป็น “คนเลว”!!

อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวเอาไว้ว่า.... "ถ้าอยากรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ก็เอา "อำนาจ" ใส่มือเขาดู และ “ธาตุแท้” ของเขาก็จะปรากฏให้เห็นตัวตนและจิตใจของเขา" ……………. ว่ากันว่าการที่คนเราจะดีหรือเลวนั้น อยู่ที่หลายปัจจัยแวดล้อมทั้งการเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอน การศึกษา ศีลธรรมและคุณธรรมประจำใจ รวมไปถึงบริบทต่างๆล้อมรอบตัวเรา ทำให้บางคนนั้นกลายเป็นคนดีแสนดี ขณะที่อีกบางคนก็ร้ายแสนร้ายเหลือเกิน แต่จะว่าไปส่วนมากทุกคนก็มีทั้งดีทั้งเลว อยู่ในตัวเอง เพียงแต่หากดีมากกว่าเลว คนๆนั้นก็จะไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม แต่หากเลวมากกว่าดีมากๆแล้วล่ะก้อ ผู้คนรอบข้างและสังคมคงจะปั่นป่วนไม่น้อย ……………. อย่างไรก็ตาม บางคนที่ว่าเป็นคนดีแสนดีนั้น เมื่อกาลเวลาผันผ่านไป เขากลับสลัดคราบคนดี แปรเปลี่ยนกลายเป็นคนเลว คนชั่วได้เช่นกัน แล้วอะไรล่ะที่ทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนั้น หลายคนอาจตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “อำนาจ” อำนาจ ทำให้คนเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม อำนาจ ทำให้คนดีกลายเป็นคนเลวได้ ……………. ย้อนกลับไปในอดีต ในยุคโบราณ อริสโตเติล นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้กล่าวถึง การใช้อำนาจในรัฐว่า อำนาจควรจะอยู่กับกฎหมาย ไม่ใช่อยู่กับคน เพราะคนจะใช้อำนาจอย่างไม่มีเหตุผล การให้อำนาจแก่บุคคลเป็นการให้อำนาจ แก่สัตว์เดรัจฉาน เพราะความปรารถนา ความอยากของคน มีลักษณะของสัตว์เดรัจฉาน แม้คนที่ดีที่สุดที่อยู่ในอำนาจ ก็มักเสียคนเพราะกิเลสตัณหา ……………. อับราฮัม ลินคอร์น อดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ แห่งสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า การที่จะดูว่าใครเป็นคนดีจริงหรือไม่ ให้ลองเอา “อำนาจ” ใส่ลงไปในมือเขา ถ้าใส่อำนาจเข้าไปแล้ว เขายังเป็นคนดีเหมือนเดิม เขานั่นล่ะคือ คนดีที่แท้จริง…. ………………… นี่แหละครับ เรื่องราวของ “อำนาจ” ที่มีพลังทั้งในเชิงบวกและเชิงลบเหลือกำลัง หากคนใดลุ่มหลงมัวเมาใช้อำนาจในทางที่ผิด อำนาจนั้นก็จะกลับมาทำลายตนเอง ทำลายคนรอบข้าง...

HOT NEWS