สะสมแต้มบุญ! รวมสถานที่บริจาคเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วให้ผู้ขาดแคลน และยากไร้

“เสื้อผ้า” หรือ เครื่องนุ่งห่ม เป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่มนุษย์นั้นขาดไม่ได้ โดยแต่ละตู้เสื้อผ้าของแต่ละคนล้วนมีเสื้อผ้าที่มีความหลากหลายตามสไตล์แฟชั่นของตัวเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เสื้อผ้าก็ล้นตู้ตามมา ทั้งเสื้อผ้าที่เก่าแล้ว หรือเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า สิ่งของที่หมดประโยชน์สำหรับคุณ แต่อาจสร้างคุณค่าให้กับคนอื่นที่ขาดแคลนได้ โดยทุกวันนี้ในประเทศเรายังมีผู้ยากไร้ที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ไม่น้อย ดังนั้น หากท่านใดมีเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วสามารถนำไปบริจาคตามสถานที่ต่างๆ บอกเลยว่าเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แล้ว อย่างพึ่งทิ้ง นำไปแบ่งปันให้ผู้ยากไร้ แถมยังได้ทำบุญอีกด้วย สำหรับสถานที่สามารถนำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วไปร่วมบริจาค มีดังต่อไปนี้ มูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอย วิภาวดี 62 (แยก 4-7) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน...

เมื่อ “ศีลไม่เสมอกัน” ปัญญาที่จะคุยกัน “ก็ไม่เท่า..”

เมื่อ… “ ศีลไม่เสมอกัน ” ปัญญา.. ที่จะคุยกัน .. ก็ไม่เท่า... คือ.. คุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจกัน .. พาลทะเลาะตลอด ทางแก้คือ..“ รักษาศีล ” รักษาใจ .. ของเราเองให้ดี ถ้าไม่ใช่ .. เขาก็ไปเอง แต่ถ้าใช่ .. เราเปลี่ยน เขาก็เปลี่ยน ..“ ชีวิตคู่ ” หากเลือก.. คนไม่เสมอเรา แม้เรา.. จะพยายามเปลี่ยนแค่ไหน..?   แต่หาก.. อีกฝ่ายไม่คิดเปลี่ยน .. ก็ไปกันไม่ได้ เลือกใคร..? มาเป็น “ คู่ ”...

จำไว้นะ!! วันที่คุณไม่คาดหวังใน ‘การคบคน’ คุณจะมี ‘ความสุขที่สุด’

วันที่คุณไม่คาดหวังใน ‘การคบคน’ คุณจะมี ‘ความสุขที่สุด’ “ความผิดหวัง” " เตี่ย เตี่ยเคยผิดหวังไหม " อาหมวยเปิดบทสนทนา เตี่ยพับหนังสือพิมพ์ในมือ แล้วหันมามองหน้าอาหมวย " เคยซิ มีใครบ้างเกิดมาไม่เคยผิดหวัง" " แล้ว เตี่ยเสียใจมากไหม ตอนที่ผิดหวัง" " ก็แล้วแต่ ว่า หวังไว้มาก หรือ น้อยแค่ไหน " เตี่ย รินชาจากกา ลงในถ้วย รินทิ้ง แล้วรินจากกาอีกครั้ง วิธีการช่างนุ่มนวล จิบชาแล้วหันมาถาม " ลื้อ ผิดหวังเรื่องอะไร " " เปล่า เตี่ย...

สิ่งที่มัน “ติดตัวคุณมา” ตั้งแต่ตอนคุณยังไม่เกิดด้วยซ้ำ!?

“สองมาตรฐาน” (ยาวและเป็นเพียงความคิดส่วนตัว แต่อยากให้อ่าน) ความจริง สิ่งที่สองมาตรฐานที่สุดในบ้านเมืองนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ตอนคุณยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ถ้าคุณคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ทุกอย่างจะง่าย ได้มาตรฐานเฟิร์สคลาส แต่ถ้าไม่ ...หรืออะไรที่น้อยกว่านั้น ยินดีต้อนรับสู่มาตรฐานที่ 2 ครับ!!! . เพราะความลำบากและไม่ได้มาตรฐาน มันเริ่มตั้งแต่คุณยังไม่เกิด ตั้งแต่หาที่ฝากท้อง หาเตียงทำคลอดให้แม่ของคุณแล้ว . จากนั้นก็เป็น...”การศึกษา” เครื่องมือสำคัญที่หลายประเทศ มุ่งมั่นใช้ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสและความเท่าเทียมในระยะยาว แต่สำหรับประเทศไทย มันเหมือนยิ่งขีดเส้นแบ่งแยกให้ชัดเจนขึ้น ทั้ง... “มาตรฐานการศึกษา”...ที่ต่างกัน ถึง...”เพื่อนฝูงและสังคม”....ของคุณ ที่จะกลายเป็นเครือข่าย คอนเนคชั่น เมื่อคุณโตขึ้น ผ่านทาง โรงเรียนหญิงล้วน ชายล้วนดังๆ เครือสาธิต เครือบดินทร เตรียมต่างๆ และกระจุกอื่นๆ ในหัวเมืองใหญ่ๆ ( ซึ่งสมัยนี้เริ่มเป็นโรงเรียนนานาชาติ ) ข้ามช่วงมหาลัย และ เรียนต่างประเทศไป เพราะมันก็ฟังชั่นคล้ายๆกับ ประถม และ มัธยม โดดเข้าสู่การทำงานเลย เพื่อไม่ให้มันยาวไป . สองมาตราฐานเริ่มอีกครั้ง เมื่อคุณเริ่มงาน ผมสังเกตว่า ถ้าคุณอยากจะอยู่ในองค์กรที่เชื่อกันว่า มั่นคง และมีผลต่อการกำหนดทิศทางประเทศอย่าง “รัฐบาล - รัฐวิสาหกิจ” ครอบครัวต้องสามารถสนับสนุนคุณต่อได้ เพราะเงินเดือนมันจะน้อยมากๆ จนไม่สามารถ ใช้ชีวิตได้จริง ทำเพื่อประเทศต้องเสียสละ อาจดูเหมือนตลก แต่ลึกๆ มันโหดร้าย . ความจริง ผมมองว่าเป็นทั้งการตัดโอกาสคนบางส่วน สร้างความลักหลั่น ที่นำไปสู่คอรัปชั่นและระบบอุปถัมภ์ เช่น เมื่อเงินเดือนคนคุมกฎน้อยเกินไป รวมกับกฏหมายที่แปลกๆ สำหรับเมืองท่องเที่ยว จึงไม่แปลกต้องรับส่วย!! ตัวอย่างคือ กฎหมาย ปิดตีสอง ห้ามมีบ่อน...

มหาเศรษฐีระดับโลก แต่ขับรถคันเก่า ไม่พกมือถือ ไม่มีแม้คอมฯบนโต๊ะทำงาน

ชายแก่คนหนึ่งทำงานในบริษัท แต่เขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีคนขับรถ ขับรถคันเก่าไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เขาไม่ใช่คนยากไร้ ตรงกันข้ามเขาเป็นคนที่ร่ำรวยอันดับสองของโลก* ประมาณว่าความร่ำรวยราว 74,000 ล้านดอลลาร์ (ตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ สองล้านห้าแสนล้านล้านบาท โอ้แม่เจ้า!) ด้วยเงินของเขาสามารถซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้หลายลำ แต่เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อเมื่อครึ่งศตรรษที่แล้ว กินอาหารง่ายๆ ใช้ชีวิตง่ายๆ การหย่อนใจของเขาคือนอนดูโทรทัศน์รายการโปรดบนโซฟา กินข้าวโพดคั่วที่ทำเอง เขาไม่ใช่คนขี้เหนียว แต่ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เขาเพิ่งบริจาคเงิน 83 เปอร์เซ็นต์ของเขา ให้องค์กรการกุศล ประมาณ 31,000 ล้านดอลล่าร์ (เป็นเงินไทยก็ราวๆ 1 ล้านล้านบาท ) ซึ่งเป็นเงินบริจาคที่สูงที่สุดก้อนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่ง จากชีวิตของเขา เขารู้สึกว่าการเรียนในวิทยาลัยเป็นความสูญเปล่า แต่ก็ยอมเรียนต่อเพราะพ่อขอไว้ และเป็นนักศึกษาระดับต้นๆ ด้วยคะแนนสูงลิ่ว เมื่อเรียนจบ...

ก่อนซื้อของจากคนจน.. 1 นาทีที่จะเปลี่ยนความคิดของคุณ!!

เรียกได้ว่าเป็นสัจธรรมของชีวิตเลยก็ว่าได้ นี่อาจจะเป็นนิสัยของใครหลายคนที่ทำตามกระแสสังคม เพื่อยกตัวเองขึ้นให้มีหน้ามีตา และเรื่องราวที่เราจะนำมาเสนอในวันนี้อาจจะตรงกับจริตของใครหลายคน และอาจจะเปลี่ยนความคิดของคุณไปตลอดกาลเลยก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องราวระหว่าง คุณนาย กับ ชายชราขายไข่ เรื่องมีอยู่ว่า.... คุณนาย : ฉันต้องการซื้อไข่ 6 ฟอง 25 บาทได้ไหม (ที่จริงควรจะ 30 บาท) ชายชราตอบว่า แล้วแต่คุณนายเถอะ อยากซื้อเท่าไหร่จ่ายเท่าไหร่ก็ตามสะดวก วันนี้อาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีของผมก็ได้ เพราะตั้งแต่เช้า ยังขายไข่ไม่ได้เลย แล้วคุณนายก็หิ้วไข่ 6 ฟอง เดินไปขึ้นรถเก๋งที่มีเพื่อนๆ นั่งอยู่แล้ว ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่า สามารถซื้อไข่ได้ในราคาถูกกว่าที่พ่อค้าขาย หลังจากนั้นคุณนายและผองเพื่อนก็ไปภัตตาคารแห่งหนึ่ง สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ และกินกันอย่างเพลิดเพลิน แต่ก็ไม่หมด...

ชายแต่งตัวบ้านๆเดินเข้าโชว์รูมรถ พนักงานถามมาทำอะไร!? ได้ยินคำตอบถึงกลับเปลี่ยน!!

เราคงเคยได้ยินคำว่า คนรวยชอบทำตัวจน คนจนชอบทำตัวอวดรวย เพราะคนจนที่ทำตัวรวยนั้น อาจเป็นเพราะอยากได้รับการยอมรับทางสังคม จากเพือน และคนรอบข้าง ถึงแม้ว่าฐานะของตนจะไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่นัก แต่คนที่รวยกลับทำตัวจนนั้น อาจจะเป็นสาเหตุที่เขาลองดูใจคนดูว่า ถ้าเราแต่งตัวอย่างนี้ คนจะมองเราอย่างไร เพราะคนส่วนมาก ตัดสินคนเพียงแค่เห็นหน้าตา และรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น ไม่มองให้เห็นข้างใน คนเราสมัยนี้มักจะตัดกันที่รูปลักษณ์ภายนอก แค่เห็นก็อาจจะตัดสินเขาเลยว่า คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนั้นเป็นอย่างนี้ แต่วตัวดีหน่อยก็อาจจะคิดว่าคนนั้น รวยอยู่แล้ว มีฐานะ ทั้งที่จริงอาจจะไม่ได้รวยจริงก็ได้ แต่บางคนที่แต่งตัวบ้านๆ ไม่มีเครื่องดับหรูหราราคาแพง แต่เงินในบัญชีมีมหาศาล ซึ่งส่วนมาก คนที่รวยจริง มักจะไม่โอ้อวดว่ามีอะไร เราจึงเห็นเหตการณ์ที่คนที่เราคิดว่าจน แต่งตัวมอมแมม แต่มีเงินซื้อของแพงๆบ่อยกัน อย่างเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ยกตัวอย่างมาให้ดู...

จำให้ขึ้นใจ!! ทำงานให้เป็น…รักงานได้ “แต่อย่ารักบริษัท” เพราะบริษัทไม่ได้รักคุณ!

แนวคิดสำหรับพนักงานประจำที่กำลังทำงานถวายชีวิต หามรุ่ง หามค่ำ ให้กับบริษัท ด้วยความรักบริษัทและต้องการความก้าวหน้า แต่ปัญหาคือเมื่อคุณเจ็บป่วย หรือมีปัญหาชีวิตขึ้นมา บริษัทไม่เคยมีหน้าที่ จะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคุณ และพร้อมจะหาคนใหม่มาแทนคุณได้ทันที แต่เป็นครอบครัว คนรัก และเพื่อน ที่จะเข้าช่วยเหลือคุณ ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำให้คุณรักในงานของคุณได้ แต่อย่ารักบริษัทที่คุณทำมากเกินไป จงแบ่งเวลาและกลับบ้านตรงเวลา อย่าทุ่มเวลาทั้งชีวิตให้กับบริษัทเพียงอย่างเดียว เพราะเหตุผลเหล่านี้ ข้อคิดเตือนใจพนักงานที่ กำลังทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำให้กับบริษัท รักงานได้แต่อย่ารักบริษัท เพราะบริษัทไม่ได้รักคุณ หรือถ้าคุณจะคิดว่าไม่จริง งั้นลองดูเหตุผล 6 ข้อนี้ก่อน 1. งาน และ หน้าที่ความรับผิดชอบของเราต่อบริษัท เป็นอะไรที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด  ถึงคุณจะพยายามทำมันให้หมดทั้งคืน พรุ่งนี้คุณก็จะต้องเจอกับงานอื่นๆอีก...

บทเรียนชีวิตจริง! หนุ่มวิศวะมหา’ลัยดังไปสมัครงาน ถูกไล่ให้ไปก่ออิฐแข่งกับคนงานพม่า

ชีวิตนี้ทุกคนต้องทำงาน ไม่มีใครไม่เคยทำงานมาก่อน ถ้าอยากได้เงิน ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยการทำงานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานหนักงานเบา เราสู้แค่ไหน เราก็ได้เท่านั้น วันนี้เราก็มีเรื่องที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน เพื่อเป็นข้อคิดในการทำงาน ก่อนที่เราจะเรียกเงินเดือนได้นั้น เราต้องมีความสามารถแค่ไหน ถึงจะสามารถเรียกได้ ไม่ใช่เรียกจนพอใจ แต่ความสามารถไม่ถึง แบบนี้ก็ไม่ได้   โดยเรื่องมีอยู่ว่า... ณ ออฟฟิศโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีเด็กจบใหม่เข้ามาสมัครงาน ขณะสอบสัมภาษณ์ บริษัท : อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่??? วิศวะจบใหม่ : ขอแค่เริ่มต้นตามอัตราจบใหม่ก็พอแล้วครับ บริษัท : 12,000 บาท น่ะเหรอ??? วิศวะจบใหม่ : ไม่ใช่ครับ ต้อง 15,000 บาท ครับ บริษัท : ทำไมคุณคิดว่าคุณถึงสมควรได้รับเงินจำนวนนี้ล่ะครับ??? วิศวะจบใหม่...

โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ “วัววิเศษ”เป็นได้ทั้งคำอวยพรและคำสาปแช่ง

ความโลภที่กำลังทำร้ายประเทศไทย (บทความนี้ยาว แต่เขียนเพื่อเตือนสติคนไทย บทความนี้อาจแสลงใจ แต่เขียนเพื่อชี้ให้เรามองไกลๆ บทความนี้ดูเผินๆ ไม่เกี่ยวกับเรา แต่มันเกี่ยวกับเราโดยตรง) ฝรั่งรายหนึ่งเขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งบอกว่าเขากับเพื่อน ๆ จะไม่กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก และจะไม่แนะนำให้ใครมาเยือนประเทศนี้อย่างเด็ดขาด เหตุผลเพราะตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่เมืองไทย ถูกคนขับแท็กซี่รุมสูบเลือด คิดราคาเหมาซึ่งสูงกว่าราคาจริงถึงสิบเท่า บรรดาคนขับแท็กซี่รวมหัวกัน ดักหน้าดักหลัง ปิดประตูตีแมว นักท่องเที่ยวไม่มีทางเลือก ก็ต้องยอมจ่าย พกพาความเจ็บแค้นกลับบ้าน และสาปส่งประเทศคนขี้โกง หลายปีที่ผ่านมาผมได้ยินเรื่องร้องเรียนอย่างนี้เสมอ ผมอาศัยอยู่ในละแวกที่มีนักท่องเที่ยวมาก วิถีชีวิตต้องพึ่งรถแท็กซี่ทำให้มีประสบการณ์ตรง และมันเป็นความจริง เรากลุ่มหนึ่งทำให้นักท่องเที่ยวมาเมืองไทยด้วยหัวใจเริงร่า และพาหัวใจเกลียดชังกลับบ้าน ซอยแถวบ้านผมเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มจัดสรรพื้นถนนสาธารณะให้เป็นที่จอดรถแท็กซี่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่อนุญาตให้รถของ ‘ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง’ จอด รถแท็กซี่เหล่านี้จอดดักหน้าดักหลังนักท่องเที่ยว ไม่รับผู้โดยสารคนไทย วัน ๆ คนขับก็ไม่ทำอะไร รอเหยื่อต่างชาติผ่านทางมาให้ตีหัว แต่คนขับแท็กซี่ย่อมไม่สามารถกระทำเรื่องอย่างนี้ได้หากระบบรักษากฎหมายไม่ถูกใช้ฉ้อฉล พฤติกรรมนี้แพร่ไปทุกหัวเมืองที่มีนักท่องเที่ยว และในรูปต่าง...

HOT NEWS