สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “คนไทย” ป่วยเป็น “มะเร็ง” กันมาก!!

หากนำสารเคมีจำกัดศัตรูพืชที่ประเทศไทย “นำเข้า” ระหว่างปี 2554-2558 มาอัดเรียงเป็นแนวตั้ง จะพบว่าสูงเกินระดับของ “ตึกใบหยก 2” อย่างชัดเจน ผลการศึกษาเรื่องความเสี่ยงของเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดย สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชระหว่างปี 2548-2552 (5 ปี) ปริมาณทั้งสิ้น 520,312 ตัน เทียบเท่าขวดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 46 เมตร สูง 304 เมตร ซึ่งเป็นความสูงในระดับเดียวกันกับอาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 มากไปกว่านั้น จากข้อมูลของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร...

“คนไทย”ติดหรูดูดี สร้างหนี้สร้างสิน เพื่ออวดรวย คนจีนและแขกจึงรวยกว่า แม้จะเข้ามาที่หลัง!

เมื่อ 100 ปีก่อน – คนจีน หนีความยากจน เสื่อผืนหมอนใบ มาเมืองไทย เป็นกุลี ,แบกข้าวสาร ,ลากรถ,ขายน้ำเต้าหู้ ฯลฯ คนไทยดูถูก…เรียกไอ้เจ็ก แต่คนจีนขยัน ขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ อยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นพ่อค้า คนไทยชอบสบาย อยากเป็นเจ้าคนนายคน รับราชการ มียศ มีสี มีเกียรติ มาวันนี้…. คนจีนร่ำรวย เป็นเจ้าของกิจการมากมาย คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนจีน   50 ปีก่อน – คนอินเดีย คนบังคลาเทศ หนีความยากจน...

หมดยุค’ปริญญาแปะฝาบ้าน’ ทักษะ-อาชีพ-ชีวิต สำคัญกว่า..?

"เรียนสูง" มาแค่ไหน ไม่ใช่ประเด็น "ทำงาน" ให้เป็น คือประเด็นที่สำคัญ ประเด็นแรก ของเรื่องนี้คือ เรื่องการเรียน ถ้าจะว่าไป "การศึกษาเล่าเรียนมันเป็นเรื่องของตนคนนั้นเพียงคนเดียว" เรียนดี เรียนแย่ ก็อยู่คนคนนั้นทำเองทั้งสิ้น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ญาติพี่น้องช่วยอะไรไม่ได้ สถาบันที่เรียนที่จบมาก็ไม่เกี่ยว อยู่ที่ฝีมือตัวเองล้วน ๆ ถ้าผลการเรียนออกมาดี ก็มีแนวโน้มว่า "น่าจะทำงานเก่งนนะ" เพราะกว่าจะจบมันต้องฝึกต้องฝนกันมากมายหลายกระบวนท่า แต่อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนในช่วงระหว่างที่กำลังเรียนอยู่นั้น มันฝึกฝนอยู่ในกรอบของสมมติฐานที่ว่า "ฝึกเพื่อเรียนรู้ ถ้าถูกก็แล้วไป แต่ถ้าผิดก็กลับไปแก้ไขใหม่จนกว่าจะดีขึ้น" ซึ่งเป็นหลักง่ายๆ ของชีวิตนักศึกษา เชื่อว่าเคยผ่านกันมาทุกคน สังเกตุดีๆ จะเห็นว่าในช่วงที่เรากำลังศึกษาอยู่นั้นหากเรา คิดผิด...

“ทำไมต้องพอเพียง?” อยากให้ทุกคนได้อ่าน…ดีมาก!!

ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขึ้น จึงทำให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนในแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9  “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งได้พระองค์ท่านทรงคิดและตระหนักมาช้านาน เพราะหากเราไม่ไปพึ่งพา ยึดติดอยู่กับกระแสจากภายนอกมากเกินไป จนได้ครอบงำความคิดในลักษณะดั้งเดิมแบบไทยๆไปหมด มีแต่ความทะเยอทะยาน บนรากฐานที่ไม่มั่นคง เหมือนลักษณะฟองสบู่ วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนั้นอาจไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักหนาสาหัส จนเกิดความเดือดร้อนกันถ้วนทั่วเช่นนี้ ดังนั้น “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงได้สื่อความหมาย ความสำคัญในฐานะเป็นหลักการสังคมที่พึงยึดถือ หลายคนชอบถามว่าทำไมต้องพอเพียงซึ่งบางครั้งผู้เขียน ก็นึกอยู่ในใจว่า คำถามนี้เราไม่จำเป็นต้องถามใครเลย ในเมื่อในส่วนลึกของทุกคนก็น่าจะทราบกันอยู่เเล้วว่า เหตุใดเราจึงต้องพอเพียง ความพอเพียงคืออะไร หลายคนมักชอบถามคำถามนี้ ความพอเพียงคือการรู้จักพอ พอใจในสิ่งที่ตนเองมี พอใจในสิ่งที่ตนเองสร้าง เเละอยู่ได้ด้วยการสร้างของตนเอง อยู่ด้วยลำเเข้งตนเอง โดยที่ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น เมื่อเกิดปัญหาเกิดขึ้นมา เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีเราก็สามารถที่จะยืนด้วยขาเราโดยที่เราไม่ล้ม เมื่อเกิดปัญหาเราไม่อด เนื่องจากเราช่วยตัวเองได้ หลักการเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเเท้เเน่นอนหากเรารู้จักพิจารณาชีวตตามหลักความเป็นจริงได้ว่า สิ่งสำคัญที่สุด...

มหาเศรษฐีระดับโลก แต่ขับรถคันเก่า ไม่พกมือถือ ไม่มีแม้คอมฯบนโต๊ะทำงาน

ชายแก่คนหนึ่งทำงานในบริษัท แต่เขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีคนขับรถ ขับรถคันเก่าไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เขาไม่ใช่คนยากไร้ ตรงกันข้ามเขาเป็นคนที่ร่ำรวยอันดับสองของโลก* ประมาณว่าความร่ำรวยราว 74,000 ล้านดอลลาร์ (ตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ สองล้านห้าแสนล้านล้านบาท โอ้แม่เจ้า!) ด้วยเงินของเขาสามารถซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้หลายลำ แต่เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อเมื่อครึ่งศตรรษที่แล้ว กินอาหารง่ายๆ ใช้ชีวิตง่ายๆ การหย่อนใจของเขาคือนอนดูโทรทัศน์รายการโปรดบนโซฟา กินข้าวโพดคั่วที่ทำเอง เขาไม่ใช่คนขี้เหนียว แต่ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เขาเพิ่งบริจาคเงิน 83 เปอร์เซ็นต์ของเขา ให้องค์กรการกุศล ประมาณ 31,000 ล้านดอลล่าร์ (เป็นเงินไทยก็ราวๆ 1 ล้านล้านบาท ) ซึ่งเป็นเงินบริจาคที่สูงที่สุดก้อนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่ง จากชีวิตของเขา เขารู้สึกว่าการเรียนในวิทยาลัยเป็นความสูญเปล่า แต่ก็ยอมเรียนต่อเพราะพ่อขอไว้ และเป็นนักศึกษาระดับต้นๆ ด้วยคะแนนสูงลิ่ว เมื่อเรียนจบ...

มหาเศรษฐีหมื่นล้าน จบแค่ ป.4 แต่มีลูกน้องเป็น ดร. ทั้งนั้น!!

พ่อค้า... เลือกกำไรชิ้นละ 20บาท แต่ขายได้วันละ 100ชิ้น นักธุรกิจ... เลือกกำไรชิ้นละ 5บาท แต่ขายได้วันละ 1,000ชิ้น นักลงทุน... เลือกกำไรชิ้นละ 1บาท แต่ขายได้วันละ 100,000ชิ้น พ่อค้า.... ยอมยืนลวกก๋วยเตี๋ยววันละ8ชั่วโมง เพื่อกำไรวันละ 3,000 นักธุรกิจ.... ยอมจ้างมืออาชีพมายืนลวกก๋วยเตี๋ยวแทนตัวเอง แม้จะเหลือกำไรเพียงวันละ 1,000 เพื่อจะได้มีเวลาไปเปิดสาขา 2-3-4 นักลงทุน... ยอมเสียเงินมหาศาลให้กับค่าระบบ และบุคลากรมืออาชีพ สร้างแบรนด์ ขายระบบ ขยายตัวไปทั่วโลก พ่อค้า....พาลูกไปสมัครเรียน ต้องปิดร้าน ขาดรายได้ นักธุรกิจ.... สั่งงานผ่าน ผู้จัดการ นักลงทุน.... นั่งจิบกาแฟอยู่ริมทะเล...

อยาก ‘รวย’ ใน 5 ปี นี่คือวิธี! ถ้าคุณทำตามนี้ได้ คุณ‘รวย’แน่ๆ!!

อยาก ‘รวย’ ใน 5 ปี นี่คือวิธี! การันตี ถ้าคุณทำ 10 ข้อนี้ได้ คุณ ‘รวย’ แน่ๆ ถ้าคุณคิดว่าจะ ‘รวย’ จงอ่าน!!! 1.*อย่าเพ้อเจ้อ* คุณไม่ได้ ‘อยากได้’ มันจริงๆ คุณแค่ ‘พูด’ ไปวันๆ ว่าคุณอยากมีอะไร เป็นอะไร ทำอะไร แต่ไม่เคยทำ จำไว้ ‘อยากได้’ กับ ‘ต้องได้’ ไม่เหมือนกัน อยากได้ มันแค่อารมณ์ชั่ววูบ ต้องได้...

บทสวดมนต์ ก่อนนอนแบบสั้น สวดทุกวันดีทุกวัน ช่วยหนุนนำให้ชีวิตให้ดีขึ้น

การสวดมนต์ภาวนาเป็นการสร้างบุญที่ได้อานิสงส์สูง เพราะจิตใจจะสงบตั้งอยู่ได้นาน ทำให้เกิดฌาณจิตวิญญาณรวมทั้งสิ่งที่มองไม่เห็นจะได้มาร่วมอนุโมทนาบุญ และเป็นการแผ่เมตตาจิต มิตรไมตรีให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการรวมจิตให้สงบนิ่งก่อนทำสมาธิวิปัสสนาต่อไป ฝึกจิตใจให้สงบ มีสมาธิ ปัญญา เสริมวาสนา บารมี เสริมดวงชะตา การสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ที่เราต่างถูกปลูกฝังจากผู้หลักผู้ใหญ่ให้หมั่นสวดมนต์ทุกคืน เพื่อช่วยทำให้กรรมดีหนุนนำให้ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญแก่ผู้สวด อีกอย่างคนไทยเรายังมีความเชื่อว่าการสวดมนต์ภาวนาและหมั่นทำแต่กรรมดีนั้นจะทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆ วันนี้เราได้นำเอาบทสวดมนต์ก่อนนอนมาฝากกันสำหรับใครที่กำลังมองหา ก่อนอื่น ให้เริ่มต้นกราบ 3 ครั้ง (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) แล้วจึงเริ่มต้นกล่าวบทสวดตามปกติ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ 1 ครั้ง) สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม...

บทเรียนสำคัญ!! ที่คนเป็น ‘ผู้ใหญ่’ อยากฝากไว้ “เตือนสติ” ลูกหลาน!!

จากการสัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป จำนวน 1,200 คน โดยมีคำถามว่า “จากประสบการณ์ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลาน” ผลการสัมภาษณ์ได้ถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ 30 Lessons for Living โดยมีบทเรียนสำคัญ 10 ข้อ ที่สามารถเตือนสติ เพื่อให้ชาวออฟฟิศอย่างเรา สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด 1. ให้เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการภายในมากกว่าผลตอบแทนด้านการเงิน โดยบรรดาผู้สูงวัยกล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพโดยดูจากผลตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ชอบและคุณค่าของอาชีพ 2. ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้องใช้งานไปอีกร้อยปี โดยให้ลดและเลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิตในฉับพลัน แต่ทำให้เราเกิดความทรมานเมื่อสูงวัย 3. ตอบตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาสหรือความท้าทายเข้ามา...

การเดินของ “ประเทศไทย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายอีกต่อไป!?

คุณนิติภูมิ นวรัตน์ พูดเอาไว้น่าคิดมาก "ผมคิดว่าการเดินของประเทศไทยในปี พ.ศ.2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป" แชร์ไปทั่วๆ​ครับ "ผมคิดว่าการเดินของประเทศไทยในปี พ.ศ.2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะคงค้างของไทยมีมากถึง 6.49 ล้านล้านบาท นอกจากนั้น เงินยังไหลออกนอกประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จากการไปลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ที่ออกไปตั้งร้านขายของในทุกจังหวัดทุกอำเภอ   คนท้องถิ่นทำงานหาเงินได้เท่าใดก็เอามาซื้อของจากร้านขายของที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเหล่านี้ พวกนี้ได้เงินแล้วก็หอบเอาเงินที่ได้ไปลงทุนต่างประเทศ เช่นไปลงทุนที่รัสเซียรวมแล้ว 1,900 ล้านดอลลาร์ (6 หมื่นล้านบาท) ในเวียดนามเกือบ 2 แสนล้านบาท ในอินโดนีเซีย ,ในตุรกี...

HOT NEWS