หมดยุค’ปริญญาแปะฝาบ้าน’ ทักษะ-อาชีพ-ชีวิต สำคัญกว่า..?

"เรียนสูง" มาแค่ไหน ไม่ใช่ประเด็น "ทำงาน" ให้เป็น คือประเด็นที่สำคัญ ประเด็นแรก ของเรื่องนี้คือ เรื่องการเรียน ถ้าจะว่าไป "การศึกษาเล่าเรียนมันเป็นเรื่องของตนคนนั้นเพียงคนเดียว" เรียนดี เรียนแย่ ก็อยู่คนคนนั้นทำเองทั้งสิ้น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ญาติพี่น้องช่วยอะไรไม่ได้ สถาบันที่เรียนที่จบมาก็ไม่เกี่ยว อยู่ที่ฝีมือตัวเองล้วน ๆ ถ้าผลการเรียนออกมาดี ก็มีแนวโน้มว่า "น่าจะทำงานเก่งนนะ" เพราะกว่าจะจบมันต้องฝึกต้องฝนกันมากมายหลายกระบวนท่า แต่อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนในช่วงระหว่างที่กำลังเรียนอยู่นั้น มันฝึกฝนอยู่ในกรอบของสมมติฐานที่ว่า "ฝึกเพื่อเรียนรู้ ถ้าถูกก็แล้วไป แต่ถ้าผิดก็กลับไปแก้ไขใหม่จนกว่าจะดีขึ้น" ซึ่งเป็นหลักง่ายๆ ของชีวิตนักศึกษา เชื่อว่าเคยผ่านกันมาทุกคน สังเกตุดีๆ จะเห็นว่าในช่วงที่เรากำลังศึกษาอยู่นั้นหากเรา คิดผิด...

โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ “วัววิเศษ”เป็นได้ทั้งคำอวยพรและคำสาปแช่ง

ความโลภที่กำลังทำร้ายประเทศไทย (บทความนี้ยาว แต่เขียนเพื่อเตือนสติคนไทย บทความนี้อาจแสลงใจ แต่เขียนเพื่อชี้ให้เรามองไกลๆ บทความนี้ดูเผินๆ ไม่เกี่ยวกับเรา แต่มันเกี่ยวกับเราโดยตรง) ฝรั่งรายหนึ่งเขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งบอกว่าเขากับเพื่อน ๆ จะไม่กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก และจะไม่แนะนำให้ใครมาเยือนประเทศนี้อย่างเด็ดขาด เหตุผลเพราะตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่เมืองไทย ถูกคนขับแท็กซี่รุมสูบเลือด คิดราคาเหมาซึ่งสูงกว่าราคาจริงถึงสิบเท่า บรรดาคนขับแท็กซี่รวมหัวกัน ดักหน้าดักหลัง ปิดประตูตีแมว นักท่องเที่ยวไม่มีทางเลือก ก็ต้องยอมจ่าย พกพาความเจ็บแค้นกลับบ้าน และสาปส่งประเทศคนขี้โกง หลายปีที่ผ่านมาผมได้ยินเรื่องร้องเรียนอย่างนี้เสมอ ผมอาศัยอยู่ในละแวกที่มีนักท่องเที่ยวมาก วิถีชีวิตต้องพึ่งรถแท็กซี่ทำให้มีประสบการณ์ตรง และมันเป็นความจริง เรากลุ่มหนึ่งทำให้นักท่องเที่ยวมาเมืองไทยด้วยหัวใจเริงร่า และพาหัวใจเกลียดชังกลับบ้าน ซอยแถวบ้านผมเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มจัดสรรพื้นถนนสาธารณะให้เป็นที่จอดรถแท็กซี่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่อนุญาตให้รถของ ‘ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง’ จอด รถแท็กซี่เหล่านี้จอดดักหน้าดักหลังนักท่องเที่ยว ไม่รับผู้โดยสารคนไทย วัน ๆ คนขับก็ไม่ทำอะไร รอเหยื่อต่างชาติผ่านทางมาให้ตีหัว แต่คนขับแท็กซี่ย่อมไม่สามารถกระทำเรื่องอย่างนี้ได้หากระบบรักษากฎหมายไม่ถูกใช้ฉ้อฉล พฤติกรรมนี้แพร่ไปทุกหัวเมืองที่มีนักท่องเที่ยว และในรูปต่าง...

ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ ‘ดูถูก’ คนอื่น!!

การดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่ใช่พฤติกรรมที่พึงกระทำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องของการดูถูกเหยีบดหยามคนอื่นมีอยู่ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน หลายคนพยายามหาปมด้อยของคนอื่นมาพูด หรือล้อเลียนเพื่อสนองตัญหา และความสนุกสนานของตน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง ไม่ว่าคุณจะรวยมากแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดจาดูถูกคนอื่น ต่อให้จน เป็นหนี้ก็ต้องหาทางจ่ายคืน ต่อให้รวย ก็อย่าได้ข่มเหงผู้คนเหมือนไร้ซึ่งมโนธรรม ต่อให้ลำบาก ก็ต้องเป็นคนดี ต่อให้ทุกข์ ก็อย่าทิ้งคุณธรรม ต่อให้ใครหลอกใช้ รู้อยู่แก่ใจก็พอไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ ต่อให้ใครดูแคลน รู้อยู่แก่ใจก็พอไม่จำเป็นต้องโกรธ ต่อคนที่มีพระคุณ รู้ระลึกอยู่ในใจอย่าเนรคุณ ต่อคนที่เคารพนับถือ รู้ยกย่องอยู่ในใจอย่าทำลาย อยู่กับมิตร จริงใจให้กันมากหน่อย อยู่กับเพื่อนร่วมงาน ความอิจฉาลดให้มากหน่อย อยู่กับเจ้านาย เพิ่มความเคารพ ลดการประจบสอพลอ อยู่กับลูกน้อง เพิ่มการชี้แนะ ลดการดูถูกดูแคลน ยามปกติต้องรู้อดทนและมีความจริงใจ เมื่อใดที่เจออุปสรรคจึงมีคนอยากยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือ ทิ้งอะไรก็ทิ้งได้ อย่าทิ้งมโนธรรม ทิ้งอะไรก็ทิ้งได้ อย่าทิ้งความมุ่งมั่น ต่อให้จน ก็อย่าเป็นมิจฉาชีพ ต่อให้ยาก ก็อย่าขายเพื่อน ต่อให้ทุกข์ ก็อย่าทำผิดกฏหมาย ต่อให้เหนื่อย ก็อย่าผลักปัดภาระหน้าที่ มีวาสนาอย่าเสพสิ้น เสพสิ้นทุกข์เกิด มีอำนาจอย่าใช้หมด...

การเดินของ “ประเทศไทย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายอีกต่อไป!?

คุณนิติภูมิ นวรัตน์ พูดเอาไว้น่าคิดมาก "ผมคิดว่าการเดินของประเทศไทยในปี พ.ศ.2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป" แชร์ไปทั่วๆ​ครับ "ผมคิดว่าการเดินของประเทศไทยในปี พ.ศ.2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะคงค้างของไทยมีมากถึง 6.49 ล้านล้านบาท นอกจากนั้น เงินยังไหลออกนอกประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จากการไปลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ที่ออกไปตั้งร้านขายของในทุกจังหวัดทุกอำเภอ   คนท้องถิ่นทำงานหาเงินได้เท่าใดก็เอามาซื้อของจากร้านขายของที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเหล่านี้ พวกนี้ได้เงินแล้วก็หอบเอาเงินที่ได้ไปลงทุนต่างประเทศ เช่นไปลงทุนที่รัสเซียรวมแล้ว 1,900 ล้านดอลลาร์ (6 หมื่นล้านบาท) ในเวียดนามเกือบ 2 แสนล้านบาท ในอินโดนีเซีย ,ในตุรกี...

มหาเศรษฐีหมื่นล้าน จบแค่ ป.4 แต่มีลูกน้องเป็น ดร. ทั้งนั้น!!

พ่อค้า... เลือกกำไรชิ้นละ 20บาท แต่ขายได้วันละ 100ชิ้น นักธุรกิจ... เลือกกำไรชิ้นละ 5บาท แต่ขายได้วันละ 1,000ชิ้น นักลงทุน... เลือกกำไรชิ้นละ 1บาท แต่ขายได้วันละ 100,000ชิ้น พ่อค้า.... ยอมยืนลวกก๋วยเตี๋ยววันละ8ชั่วโมง เพื่อกำไรวันละ 3,000 นักธุรกิจ.... ยอมจ้างมืออาชีพมายืนลวกก๋วยเตี๋ยวแทนตัวเอง แม้จะเหลือกำไรเพียงวันละ 1,000 เพื่อจะได้มีเวลาไปเปิดสาขา 2-3-4 นักลงทุน... ยอมเสียเงินมหาศาลให้กับค่าระบบ และบุคลากรมืออาชีพ สร้างแบรนด์ ขายระบบ ขยายตัวไปทั่วโลก พ่อค้า....พาลูกไปสมัครเรียน ต้องปิดร้าน ขาดรายได้ นักธุรกิจ.... สั่งงานผ่าน ผู้จัดการ นักลงทุน.... นั่งจิบกาแฟอยู่ริมทะเล...

ร.5 ทรงชี้ประเด็น “ฝรั่งชีวิตสบาย ยามบ่ายเอาแต่เที่ยว แต่ทำไมบ้านเมืองเจริญ?”

ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั้น พระองค์ได้ทรงประสบพบเจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ว่าจะเป็นทั้ง คน สัตว์ สิ่งของ ก็ต่างแปลกตาไปจากที่ทรงประสบในเมืองไทย ทั้งนี้พระองค์ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่อง “ไกลบ้าน” เพื่อรักษาเรื่องราวเหล่านี้ไว้ จากพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย ได้หยิบยกประเด็นที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเปรียบเทียบวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ในเมืองฝรั่งกับเมืองไทยรวบรวมมาไว้อยู่ในตอนหนึ่งของหนังสือ “เรื่องส่วนพระองค์ใน ‘ไกลบ้าน'” ซึ่งมีใจความดังนี้ ในการเสด็จประพาสยุโรปรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสังเกตระหว่างชาวไทยและชาวต่างประเทศอยู่หลายเรื่อง เช่นเรื่องของ “พฤติกรรมการดื่มเหล้า” พระองค์ได้มีพระราชดำริว่าชาวฝรั่งนั้นมีจุดประสงค์ในการดื่มเหล้า เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น...

สังคมสมัยนี้ อยู่ยากขึ้นทุกวัน!!

ช่วงนี้ได้ข่าวคนรู้จักกัน "ลาออก" เยอะมาก โดยเฉพาะคนที่ อายุเกิน 50 ปี ลูกเรียนจบมีงานทำแล้ว หมดภาระหนี้สินก้อนใหญ่ ไม่ใช่คนเหล่านี้จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว แต่ส่วนใหญ่เท่าที่สนทนากัน คือ "เบื่อ" -เบื่อ ระบบ มีแต่ "ตัวชี้วัด" มากมายมากดดัน ทั้งๆเหตุผล ผลลัพธ์ปลายทางเห็นกันจะๆ สร้างตึกเท่าไหร่ไม่เคยพอ คนไข้ ยังล้นเหมือนเดิม แสดงว่าภาวะสุขภาพไม่ได้ดีขึ้น เหมือนภาพที่สร้าง แต่เงินกับคนดันจำกัดมีแต่น้อยลง แล้วก็แค่สั่งด้วยประโยคอุดมการณ์ขั้นสูงสุดเท่ห์ๆแต่กินไม่ได้ "ทำงานห้ามพูดถึงเรื่องเงิน" -เบื่อ คนร่วมงาน วุฒิภาวะไม่มี อาวุโสไม่สน บางคนแค่หัวโขนในวิชาชีพ นึกว่าจะด่า...

เป็นพ่อ เป็นแม่ ต้องอ่าน อย่างน้อย 3 รอบ..ถ้าอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ!

เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก ต้องอ่าน อย่างน้อย 3 รอบ..ถ้าอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ อีกแนวคิดหนึ่งที่ *ผิด* ในสังคมไทย คือคิดว่า ถ้าลูกต้องลำบากบ้าง ความผิดอยู่ที่พ่อแม่... มนุษย์อาจจะเป็นสัตว์เดียวในโลก ที่ไม่เข้าใจตรงนี้.. เพราะไม่มีสัตว์ประเภทไหนในโลกที่จะพยายามหากินให้ลูกจากเกิดถึงตาย...จากเปลถึงหลุม แม่นกอินทรีย์ มันจะคาบอาหารมาเลี้ยง มาป้อนลูกของมันทุกวันไม่เคยขาด แต่เมื่อวันหนึ่ง ที่ลูกนกจะต้องเริ่มออกจากรังหัดบิน ...มันจะเริ่มเอาอาหารมาป้อนน้อยลง... แต่เอาหนามเอาหินมาทิ้งในรัง สุมไว้เพื่อสร้างความอึดอัดให้กับลูก เพื่อเป็นการผลักลูกให้เริ่มอยู่ในรังไม่ได้.... ทุกวัน มันจะคาบลูกบินขึ้นไปให้สูง แล้วปล่อยลูกทิ้งลงมา ให้หัดกระพือปีก ถ้าลูกร่วงลงมา ไม่บิน มันก็จะโฉบลงมารับ บินกลับขึ้นไป และทิ้งลงมาใหม่ ทำอย่างนี้ จนวันหนึ่งลูกนกจะกางปีกแล้วเริ่มกระพือบิน... เมื่อถึงวันนั้น......

อายุ 35 ปีอ่านเพื่อรู้ไว้ 40 ปีอ่านเพื่อเตือนใจ 50 ปีขึ้นไปควรทำให้ได้!!

ว่าด้วยเวลาชีวิต คัดจากหนังสือ “วิถีปลาเป็น” มนุษย์คิดว่า เมื่อความชรามาเยือน ความงามจะอันตรธานหายไป ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย มนุษย์ยังคงความงดงามอยู่เสมอ และความชราก็นำความงดงามอีกแบบหนึ่งมาให้ มันคือความงามที่มาพร้อมความอ่อนโยน บางเบา แต่คมกริบ ความงามชนิดนี้ แตกต่างไปจากความงดงามในช่วงวัยอื่นๆ เป็นความงามที่มาจากภายในมิใช่ภายนอก ไม่ใช่ผู้ชราทุกคนจะมีความงามชนิดนี้อยู่ แม้ท่านมีความงามชนิดนี้อยู่ ลูกหลานผู้คนจะพากันรายล้อมท่าน เพราะท่านมีกระแสของความอบอุ่น ให้พวกเขาดูดซับพลังจากท่านได้ ท่านลองสังเกตดูเถิด เมื่อพูดถึงวันวัยแล้ว มีเพียงวัยเยาว์และวัยชราเท่านั้นที่ให้พลังกับผู้อื่นได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะสองวัยนี้เป็นวัยที่มีอัตตาตัวตนน้อยที่สุด สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ทุกคนอย่างง่ายดาย แต่เกิดกับผู้ชราบางคนเท่านั้น เมื่อท่านก้าวสู่วัยชรา แม้ท่านยังเป็นผู้มากด้วยอัตตา ท่านก็คือผู้โง่เขลาและน่าเกลียดที่สุด ท่านเป็นผู้ดำเนินชีวิตมาเนิ่นนานแต่กลับเป็นผู้ไม่เข้าใจโลก ท่านกลายเป็นฟอสซิลที่แฝงตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าทันสมัย สิ่งที่สูงส่งยิ่งกว่าการเปลี่ยนโลกที่วัยหนุ่มสาวกระทำ ก็คือการปล่อยโลกที่วัยชราได้กระทำ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่มนุษย์คนหนึ่งจะปล่อยมือจากโลก เมื่อเราเกิดมา เราร้อง เรากำมือ เปล่งเสียงลั่นระงมเหมือนว่าเราต้องได้ทุกอย่าง นั่นคือสันดานเอาแต่ใจที่ฝั่งอยู่ในจิตสำนึกตั้งแต่ภพชาติก่อน มันทำให้เราไม่หลับไม่นอน ท่านดูสิ...

งานวิจัยพบ ‘โรงเรียนดี’ ไม่เท่า “พ่อแม่ดี” (รายละเอียด)

ผู้ปกครองหลายๆคนคงกำลังมองหาโรงเรียนที่ดีๆให้ลูก เพื่อให้ลูกได้ศึกษาในหลักสูตรที่ดีๆ เพื่อให้ลูกเก่ง ฉลาด แต่หารู้มั้ยว่า ห้องเรียนที่ดีที่สุดก็คือ บ้านของเรานี้เอง คำกล่าวดังกล่าวมาจากงานวิจัยของนักวิจัยแดนอินทรี ที่เผยว่า การที่เด็กจะประสบความสำเร็จในการเรียนได้นั้น พ่อแม่มีส่วนสำคัญอย่างมาก และพบว่า เด็กที่พ่อแม่คอยมีส่วนร่วมในการทำการบ้าน ให้กำลังใจ กระตุ้นให้ลูกเห็นความสำคัญของการศึกษา รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กับทางโรงเรียนนั้นมักจะเป็นเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง โดยการศึกษานี้จัดทำขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลของเด็กวัยทีนราว 10,585 คน จากโรงเรียนมัธยมประมาณพันแห่งในรัฐต่างๆ นักวิจัยพบว่า ครอบครัวที่มีการจำกัดเวลาการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ไม่เฉพาะแค่ทีวี ปัจจุบันมีหน้าจอแสดงผลจำนวนมากที่มีความเกี่ยวพันต่อชีวิตประจำวันของเด็ก เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกม โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเกมแบบพกพา แท็บเล็ต ฯลฯ)...

HOT NEWS