เตือนภัย!! วิธีปฏิบัติเมื่อถูกหลอกโอนเงินซื้อของออนไลน์ แต่ไม่ได้ของหรือได้สินค้าไม่ตรงตามที่ลงขายไว้!

Google+ Pinterest LinkedIn Tumblr +

ภัยเรื่องการถูกหลอกให้โอนเงิน ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งวิธีการโทรศัพท์ไปหลอกให้โอนกันดื้อ ๆ โดยอาจแต่งเรื่องว่าได้รับรางวัล ต้องเสียภาษีต่าง ๆ นา ๆ เป็นต้น ตลอดจนการหลอกโดยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ตกเป็นเหยื่อเชื่อใจ เช่นการบอกข้อมูลส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง ทั้งข้อมูลชื่อ ที่อยู่, เลขที่บัญชี … สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อ และไว้ใจ จนยินยอมกระทำตามแผนที่มิจฉาชีพได้วางไว้

การโดนหลอกให้โอนเงินเพื่อซื้อของออนไลน์ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในยุคปัจจุบัน ซึ่งปัญหาของการติดต่อซื้อขายผ่านทางระบบออนไลน์ก็คือ ต่างคนต่างอยู่ไกล คนขายจะส่งของมาก่อนก็กลัวไม่ได้รับเงิน ส่วนคนซื้อจะโอนเงินก่อนก็กลัวโดนโกง แต่บางทีความโลภบังตา ข้อมูลฝั่งคนขายดูน่าเชื่อถือ เลยหลวมตัวโอนเงินไปก็เสร็จซะครับ โอนปั้บติดต่อได้สองสามวันหลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย  บางคนเห็นมิจฉาชีพลงประกาศขายสินค้าราคาต่ำกว่าปกติ ก็หลงเชื่อติดต่อไป มิจฉาชีพก็ส่งเอกสารต่างๆมาให้ดู น่าเชื่อถือ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบ้าง ส่งรูปบัตรข้าราชการที่ผ่านการแต่งภาพมาอย่างแนบเนียนบ้าง เหยื่อก็หลงเชื่อโอนเงินไม่ใช่แค่หลักพันหลักหมื่น หลักแสนก็มี พอรู้ว่าโดนโกงก็ไม่รู้จะทำยังไง วันนี้เราจึงมีวิธีการปฏิบัติ หรือเราจะแก้ไขอะไรได้บ้างเมื่อโดนหลอกให้โอนเงินซื้อของออนไลน์

สิ่งแรกที่ควรทำในการติดต่อซื้อขายออนไลน์คือ

1.ขอบัตรประชาชนคนขาย
อันนี้สำคัญมากเพราะเราสามารถตามตัวได้จากตรงนี้ซึ่ง หากเป็นบัตรปลอมเราก็ตรวจสอบและค้นหาที่อยู่ พร้อมนำไปแจ้งความในเบื้องต้นได้เพื่อสืบไปยังต้นตอของคนที่เอามาปลอม งงไหม เพราะบางคนอาจเอาบัตรประชาชนปลอมส่งมาให้เราซึ่งเราตรวจสอบภายหลังได้

2.เลขบัญชีธนาคาร
เขาต้องให้เราอยู่แล้วแน่นอนว่าเมื่อโอนเงินไปเราต้องมีหลักฐานเก็บเอาไว้สืบหาตัวเจ้าของบัญชีได้ภายหลังและแจ้งความอายัดบัญชีได้แต่ตำรวจต้องอายัดให้หากพบว่าเป็นบัญชีที่ต้องสงสัย ทางที่ดีก่อนจะโอนเงินให้ ชื่อในบัตรประชาชน และชื่อบัญชีธนาคารควรเป็นชื่อเดียวกัน

3.ก่อนโอนเงินควรตรวจสอบชื่อคนขายที่เราคุยด้วย
ซึ่งสามารถนำชื่อในโลกออนไลน์มาค้นหาในกูเกิ้ลได้ ทั้งชื่อในไลน์ อินสตาแกรม เฟสบุ๊ค ชื่อตามบัตร เลขบัญชี เพราะอะไรที่มันเคยออนไลน์มันจะยังคงอยู่ซึ่งเราก็เจอข้อมูลต่างๆเช่นเคยขายอะไร เคยมีลูกค้ามารีวิวไหม เคยมีใครโพสว่าโกงไหม เสียเวลาตรวจสอบสักนิดจะปลอดภัยที่สุด

กรณีที่แน่นใจว่าโดนโกงแล้วสิ่งที่ต้องทำคือ

1.การแจ้งความด้วยหลักฐานที่เรามี
คือ การพูดคุยผ่านแชท เบอร์โทร และเอกสารเช่นการโอนเงินให้เราไปแจ้งความซึ่งการแจ้งความจะเป็นสองกรณีคือ ลงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานอันนี้จะไม่ดำเนินคดี(สังเกตคำลงท้ายในใบบันทึกประจำวัน) และ  ลงไว้เพื่อดำเนินคดีความอันนี้ตำรวจจะดำเนินคดี ให้เราแจ้งความประสงค์ตามที่เราต้องการ อันนี้เป็นการแจ้งความที่โรงพักหรือ สถานีตำรวจตามปรกติ กรณีที่เราได้โอนเงินผ่านตู้ATMไปแล้ว  ให้ไปแจ้งความ ณ ท้องที่ที่เครื่อง ATM ที่เราโอนเงิน อายุการแจ้งความไม่เกิน 3 เดือนหลังที่ถูกโกง ผู้เสียหายต้องรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

2.การแจ้งความอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
แนะนำให้ไปที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชนากรรมทางเทคโนโลยี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งควรไปแจ้งหลังจากแจ้งความที่โรงพักแล้วนำหลักฐานทั้งหมดไปด้วยเพราะหน่วยงานนี้สามารถตามสืบและค้นข้อมูลผู้กระทำผิดทั้งหมดให้เราได้และสืบจากร่องรอยในโลกออนไลน์จนเจอตัวตามที่เราต้องการได้

3.การค้นหาข้อมูลจากหลักฐานที่มี
เราสามารถดูจากที่อยู่ในบัตรประชาชนได้ว่าบัตรที่เขาส่งมาคนในบัตรอยู่ที่ไหนทำอะไร โดยสามารถขอให้ตำรวจค้นประวัติออกมาได้หรือตรวจสอบจากสำนักทะเบียนโดยเอาใบแจ้งความติดไปด้วยเพือขอให้เจ้าหน้าที่ดึงข้อมูลให้ และการค้นหาจากอินเตอร์เน็ตเช่นดูจากบ้านเลขที่ ตำบล อำเภอ หาเบอร์โทรผู้ใหญ่บ้านเหมือนที่เจ้าของเรื่องทำและโทรตามจนเจอญาติคนที่โกงเงินและได้เงินคืน

กระบวนการในการดำเนินคดี

**ความผิดฐานฉ้อโกง** 
มาตรา 341
ผู้ ใด โดยทุจริต หลอกลวง ผู้อื่น ด้วยการแสดง ข้อความ อันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อความจริง ซึ่ง ควรบอกให้แจ้ง และ โดยการหลอกลวง ดังว่านั้น ได้ไป ซึ่ง ทรัพย์สิน จาก ผู้ถูกหลอกลวง หรือ บุคคลที่สาม หรือ ทำให้ ผู้ถูกหลอกลวง หรือ บุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือ ทำลาย เอกสารสิทธิ ผู้นั้น กระทำความผิด ฐานฉ้อโกง  ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 6000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

* * * ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน * * *
มาตรา 343
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน  ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342 อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1000 บาทถึง 14000 บาท

อายุความของความผิดตามมาตรา 343
ความ ผิดอาญาจากมาตรานี้เป็นความผิดอัน ยอมความไม่ได้ฃและด้วยเนื่องจากโทษจำคุกสูงสุดของมาตรา 343 คือ จำคุกไม่เกิน 7 ปี ดังนั้นอายุความฟ้องร้องคือ 10 ปี

คดีฉ้อโกงประชาชน ยอมความไม่ได้นะครับ

ข้อมูลรายละเอียดการแจ้งความที่สำคัญที่อาจจะสามารถทำให้ทางพนักงานสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดได้ก็คือ
1. หมายเลขบัญชีธนาคาร ซึ่งเราต้องขอให้พนักงานสอบสวนออกหนังสือให้เราไปยื่นกับธนาคาร เพื่อขอชื่อที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของบัญชี โดยทั่วไปแล้วมิจฉาชีพมักจะไม่ใช้บัญชีตัวเองรับเงิน และเมือได้เงินมาแล้วจะถอนออกมาทันที แต่อย่างน้อยเผื่อจะสืบหาความสัมพันธ์ได้ เมื่อได้ชื่อที่อยู่เราก็นำกลับมาให้พนักงานสอบสวน เพื่อออกหมายเรียกให้เจ้าของบัญชีมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกหมายเรียกสองครั้งแล้วยังไม่มา ก็จะมีการออกหมายจับต่อไป การตามจับถ้าเป็นคดีไม่ดัง เราเองต้องเป็นคนไปสืบหาว่าคนๆนั้นอยู่ไหน เมื่อเจอตัวก็ถือหมายจับไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่นั้นๆ ให้ไปจับบุคคลตามหมายจับนั้นได้ เห็นไหมหละครับว่ามันเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายจริงๆ พอได้ตัวมาแล้วหรือเขามารายงานตัว เขาก็อาจจะบอกว่ามีคนขอยืมบัตร ATM ไปใช้ อะไรทำนองนี้ เขาก็จะมีความผิดข้อหาอื่น เราเองไม่สามารถบังคับให้เจ้าของบัญเอาเงินมาคืนเราได้หรอก เพราะเขาอาจจะไม่รู้เรื่องจริงๆ

2. หมายเลขโทรศัพท์ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องทำหนังสือไปขอตรวจสอบ เจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งจะเป็นการดำเนินการเหมือนลักษณะข้างบน คือได้ชื่อที่อยู่มา ก็ต้องออกหมายเรียก หมายจับ แล้วรอให้เจ้าตัวมาให้ปากคำกับตำรวจ มาแล้วเขาก็อาจจะบอกว่าโดนขโมยบัตรไปลงทะเบียนซิมเอาก็ได้ จะทำอะไรเขาได้เขาไม่รู้เรื่องจริงๆ

3. หมายเลข IP จากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือจากมือถือว่าใช้งานจากตำแหน่งไหน กรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำหนังสือถึงกระทรวงดิจิตอล กระทรวงดิจิตอล จะทำหนังสือถึงเจ้าของเว็บไซท์เพื่อขอความร่วมมือตรวจสอบข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ซึ่งเจ้าของเว็บอาจจะให้ความร่วมมือ ค้นหาข้อมูลเก่าๆให้ แต่หากมิจฉาชีพลบกระทู้ไปแล้ว ก็อาจจะตามตัวยากหน่อย

ข้อสังเกต พฤติกรรมการหลอกให้โอนเงิน

1. โอนเงินแล้วไม่ส่งสินค้า หรือให้โอนครึ่งหนึ่งของราคาสินค้า
2. ผู้ขายจะแจ้งว่าส่งของ (กล่องเปล่า) ให้ทางไปรษณีย์แล้ว และให้ผู้ซื้อทำการตรวจสอบรหัส EMS ผ่านเว็บไปรษณีย์ไทย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ซื้อได้เช็ครหัส EMS และโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ต้นทางแล้วยืนยันว่าผู้ขายส่งของจริง ทำให้ผู้ซื้อหลงเชื่อและโอนเงินไปให้ พอได้รับกล่องพัสดุจริงๆ จะเป็นกล่องเปล่า
3. ส่งสินค้าที่ไม่ตรงตามที่ลงขายไว้

นี่เป็นสรุปวิธีการคร่าวๆในการปฏิบัติเมื่อโดนหลอกให้โอนเงินในการซื้อขายออนไลน์  ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่นิยมช้อปปิ้งออนไลน์และชอบซื้อของจากเฟสบ้าง หรือไลน์และไอจี ซึ่งส่วนใหญ่คนขายไม่มีหน้าร้านไม่มีเว็บไซด์ทำให้ดูเชื่อถือได้ยากและเสี่ยงกับการโดนหลอก  ดังนั้นสรุปวิธีการต่างๆที่ได้แนะนำน่าจะเป็นหนทางที่สามารถช่วยคนที่โดนโกงเงินได้เงินกลับมาได้บ้าง หรือเป็นการป้องกันในขั้นแรกว่าควรทำอย่างไรหากจะซื้อของออนไลน์

ปัจจุบันมิจฉาชีพมันมีวิธีการใหม่ๆนำหน้าเราอยู่เสมอดังนั้นเราต้องแน่ใจว่าเรารอบคอบพอที่จะไม่โดนหลอก การซื้อขายออนไลน์ต้องมั่นใจจริงๆว่าโอนเงินแล้วได้ของหากไม่มั่นใจอย่าเสี่ยงเด็ดขาดเพราะหากเสียเงินไปแล้วบางทีมันไม่คุ้มกับการเสียเวลาที่จะตามเอาเงินคืนก็ได้

Share.

Leave A Reply