“หญ้าหวาน” พืชเศรษฐกิจมาแรง ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ!

Google+ Pinterest LinkedIn Tumblr +

ของดีที่มีศักยภาพไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสรรพคุณ และประโยชน์ รวมทั้งความคุ้มค่าในแง่ของการลงทุนที่เรานำมาบอกกล่าวเล่าเรื่องให้ทุกท่านฟังในวันนี้เป็นสมุนไพรที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพืชอันตราย แต่มาวันนี้ได้มีผลวิจัยออกมาลบคำครหาเหล่านั้นเสียหมดสิ้น จนปัจจุบันมันกลับกลายมาเป็นพืชที่เปี่ยมคุณค่า และมีราคาสูง ซึ่งพืชที่เรากล่าวถึงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกไปซะจาก “หญ้าหวาน” นั่นเอง

หญ้าหวาน (Stevia) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Stevia rebaudiana Bertoni เป็นพืชที่ถูกจัดอยู่ในวงศ์ ASTERACEAE เป็นพืชล้มลุกระยะยาว มีลักษณะคล้ายต้นกะเพราหรือต้นแมงลัก ลำต้นกลมและแข็ง มีใบเดี่ยว รูปหอก ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใบให้สารที่มีรสหวาน และมีช่อดอกสีขาว หญ้าหวานเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศบราซิลและทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปารากวัย ซึ่งมีการค้นพบว่าชาวพื้นเมืองปารากวัย ได้ใช้หญ้าหวานนี้ผสมกับชาเพื่อดื่มมาแล้วมากกว่า 1,500 ปี ต่อมาประเทศญี่ปุ่นก็ได้นำมาใช้อย่างกว้างขวาง สำหรับในประเทศไทยได้เริ่มมีการนำหญ้าหวานมาใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา โดยนิยมปลูกในภาคเหนือ เพราะหญ้าหวานขึ้นได้ดีในสภาพอากาศค่อนข้างเย็น

หญ้าหวาน หรือ (Stevia) มีลักษณะคล้ายต้นกะเพราหรือต้นแมงลัก ซึ่งในส่วนของใบจะให้สารที่มีรสหวานมากกว่าน้ำตาล 10-15 เท่า และสารสกัดที่ได้จากหญ้าหวานจะมีชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) จะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 200-300 เท่า ปัจจุบันนิยมนำมาผสมในเครื่องดื่ม ขนมและอาหารแทนน้ำตาล ซึ่งสารดังกล่าวนั้นเป็นสารที่คล้ายคลึงกับน้ำตาลทรายมาก

หญ้าหวานนิยมอย่างยิ่งในหมู่คนที่รักสุขภาพเนื่องจากว่าแม้ว่าหญ้าหวานจะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลหลายเท่าเพียงใดแต่ในทางพลังงานแล้วนั้นหญ้าหวานกลับมีค่าเท่ากับ 0 แคลอรี่ ซึ่งปลอดภัยทั้งกับคนที่ต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อนุญาตให้นำสารสกัด stevioside มาขึ้นทะเบียนเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้แล้ว

สรรพคุณหญ้าหวาน กับประโยชน์ทางยา

หญ้าหวานถึงแม้จะเป็นสมุนไพรที่ไม่ได้ให้พลังงานกับร่างกายเหมือนพืชสมุนไพรชนิดอื่น ๆ แต่หญ้าหวานก็มีสรรพคุณทางยาที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะช่วยลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือดและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและโรคอ้วนได้ แถมยังช่วยสมานแผลทั้งภายนอกและภายใน ทำให้แผลหายไวขึ้นได้ รวมทั้งทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ใครที่รู้สึกไม่ค่อยมีแรง ก็ลองดื่มเครื่องดื่มที่ผสมหญ้าหวานก็จะช่วยให้มีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นด้วย และด้วยความที่หญ้าหวานเป็นพืชที่ไม่มีพลังงาน จึงมีการนำไปใช้ในการลดความอ้วนกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะใช้ผสมดื่ม หรือไปผลิตเป็นอาหารเสริม

แม้ว่าหญ้าหวานจะเป็นสมุนไพรที่ให้ความหวานได้มากกว่าน้ำตาล 300 เท่า แต่ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์เพราะระดับความหวานเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ระดับน้ำตาลในเพิ่มสูงขึ้น แถมยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และบำรุงตับอ่อนได้อีกต่างหาก ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานก็ไม่ต้องกลัวถึงผลข้างเคียงของเจ้าหญ้าหวานแล้วหละค่ะ

หวานไร้โรค หญ้าหวาน ตัวแทนน้ำตาล สรรพคุณเพียบ!!

ประโยชน์ของหญ้าหวาน

1.ใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลซึ่งไม่ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สามารถรับประทานได้

2.เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากว่าหญ้าหวานไม่ให้พลังงาน

3.ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ดี

4.ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน

5.ช่วยเพิ่มกำลัง

6.ใช้ทดแทนเกลือแร่ในผู้ที่ขาดน้ำ

วิธีปลูกหญ้าหวาน

หญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ
1. การเพาะกล้าจากเมล็ด มีข้อดี คือ ทำได้รวดเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมาก ให้ผลผลิตสูง และนานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค และแมลงได้ดี แต่มีข้อเสีย คือ มีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานลดลงหรือให้ผลผลิตใบต่ำลง
2. การปักชำกิ่ง มีข้อดี คือ ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่มีข้อเสีย คือ ใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตให้ต่ำกว่ากล้าจากเมล็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค และแมลง

สำหรับการขยายพันธุ์ สามารถทำได้ทั้งเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง แต่นิยมใช้วิธีปักชำกิ่ง โดยเริ่มจาก

 เตรียมภาชนะปลูก เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร ใส่ดินร่วนระบายน้ำลงในภาชนะให้มีความสูง 2/3 รดน้ำให้พอชื้น

 ตัดกิ่งที่ค่อนข้างแก่ ความยาว 10-15 เซนติเมตร มี 2-3 ข้อลิดใบให้เหลือ 2-3 ใบ

 ปักชำกิ่งลงในดินที่เตรียมไว้ ให้ข้อใบส่วนล่างสุดจมลงดิน รดน้ำให้พอชื้น วางในที่ที่มีแสงแดดรำไร

 ประมาณ 10-14 วัน จะเริ่มแตกรากตามข้อและแตกใบใหม่ เมื่อต้นแข็งแรง รากเจริญออกจากก้นกระถาง จึงย้ายปลูกลงแปลง หรือในกระถางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

หญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิในช่วง 20 – 26 ºC เป็นพืชที่เติบโตได้ดีบนพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตรขึ้นไป เป็นพืชที่ชอบดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ดินระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง หญ้าหวานออกดอกช่วงเดือนตุลาคมและติดเมล็ดช่วงเดือนพฤศจิกายน ถ้าเก็บเมล็ดมาเพาะในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน จะมีอัตราการงอกดีกว่าช่วงอื่นๆ อาจปลูกเป็นไม้ประดับหรือปลูกแซมกับพืชสมุนไพรและพืชสวนครัวอื่นๆ ก็ได้

การเก็บเกี่ยวใบ


การเก็บใบหญ้าหวานจะเริ่มเก็บครั้งแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก หากต้นสมบูรณ์พอ จะเก็บได้ต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ประมาณ 40-60 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตใบสูงสุดในฤดูฝน และให้ผลผลิตต่ำในช่วงฤดูหนาว และฤดูแล้ง ทั้งนี้ หญ้าหวานจะมีอายุเก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี

 

การแปรรูปหญ้าหวาน

นิยมบริโภค 5 รูปแบบ โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อยได้แก่

  1. ใบอบแห้ง, ใบแห้งบดสำหรับชงแบบสำเร็จรูป (ชาหญ้าหวาน),
  2. ใบสด,
  3. ใบแห้งบดสำหรับใช้แทนน้ำตาล (หญ้าหวานผง),
  4. แบบสารสกัดจากใบแห้งด้วยน้ำ โดยจะนิยมนำมาชงเป็นชาดื่ม
  5. การนำมาต้มและเคี่ยว

หญ้าหวาน อันตรายหรือไม่ กินแล้วเป็นหมันจริงหรือ?


แม้ว่าจะเคยมีการรายงานว่ามีชาวปารากวัยที่กินหญ้าหวานแล้วทำให้กลายเป็นหมันหรือไปลดจำนวนอสุจิให้น้อยลงก็ตาม แต่จากงานวิจัยก็พบว่า การใช้หญ้าหวานก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบหรือผลข้างเคียงแต่อย่างใด เพราะได้มีการวิจัยแล้วกับหนูทดลองถึง 3 ชั่วอายุ ก็ไม่พบว่าจะมีหนูในรุ่นใดที่มีการกลายพันธุ์หรือกลายเป็นหมัน ขณะที่ในประเทศญี่ปุ่นก็มีการใช้หญ้าหวานมายาวนานถึง 17 ปี และมีรายงานการแพทย์ของอิเคดะ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ซึ่งได้รายงานรับรองไว้ในเอกสารทางการแพทย์ว่า ว่า ไม่พบแนวโน้มความเป็นพิษในหญ้าหวานแต่อย่างใด

นอกจากนี้ อาจารย์วีรสิงห์ เมืองมั่น จาก รพ.รามาธิบดี ก็ได้ยังได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าหวานว่าควรกินปริมาณเท่าใดจึงจะปลอดภัย คือ ประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วยหรือสูงสุดกินได้ถึง 7.9 กรัม/วัน ซึ่งสูงมากเปรียบได้กับกินผสมกาแฟหรือเครื่องดื่มได้ถึง 73 ถ้วย/วัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ดื่มกาแฟประมาณวันละ 2-3 ถ้วย เท่านั้น

เคล็ดลับวิธีรับประทานหญ้าหวาน

– รับประทานโดยนำใบหญ้าหวานไปชงใส่ในเครื่องดื่มต่างๆ อย่างเช่น ชา กาแฟ น้ำสมุนไพร

วิธีทำ ชงเครื่องดื่มที่คุณชอบ เช่น ถ้าคุณชอบดื่มกาแฟก็ชงกาแฟตามปกติแต่ให้เว้นการใส่น้ำตาลให้ใส่หญ้าลงไป 1-2 ใบแทน ทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้ได้รสชาติแล้วกรองใบชาออกก็สามารถดื่มได้แล้ว

– นำไปชงดื่มเป็นชาหญ้าหวาน

วิธีทำ ใส่ใบหญ้าหวานลงในกาน้ำร้อนหรือจะใส่ในหม้อที่ต้มน้ำร้อนไว้แล้วก็ได้เช่นเดียวกัน จากนั้นให้แช่ทิ้งไว้

เคล็ดลับ *** ยิ่งแช่ใบหญ้าหวานไว้นานเท่าไหร่รสชาติก็จะหวานมากขึ้นเท่านั้น

Share.

Leave A Reply