“โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” อาการ สาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีการรักษา

Google+ Pinterest LinkedIn Tumblr +

โรคความดันน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ฝรั่งเรียกว่า โรคมีเนีย (Meneire”s disease) คำว่า มีเนีย เป็นชื่อของศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศส ที่ได้รายงานสถานการณ์ของผู้ป่วยเอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 ระยะแรกไม่ค่อยมีใครเชื่อถือนัก แต่หลังจากนั้นอีกประมาณ 100 ปีคนจึงเริ่มรู้จักกลุ่มอาการป่วยชนิดนี้มากขึ้น

น้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากความดันน้ำในหูชั้นในที่เรียกว่า Endolymph มากผิดปกติ ทำให้หูชั้นใน ซึ่งทำหน้าที่รับเสียง และรับการทรง ตัวไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โดย Endolymph มีเกลือแร่สำคัญ คือ โปรแตสเซียม ถ้าไปปนกับน้ำส่วนอื่น ๆ หูจะทำงานไม่ได้ เยื่อต่าง ๆ ในหูชั้นในแตก พบมากในวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ผู้ชายและผู้หญิงเป็นพอ ๆ กัน แต่ดูเหมือนว่า ผู้หญิงจะเป็นมากกว่านิดหน่อย

อาการของโรคเบื้องต้นเมื่อเกิดภาวะความเครียดเกิดขึ้นถี่หรือบ่อยครั้งจะทำให้เกิดอาการเหล่านี้

1. รู้สึกวิงเวียนศรีษะ ปวดหัวอย่างกะทันหันซึ่งจะเกิดเพียงชั่วครู่เมื่อเกิดภาวะความเครียดในช่วงแรกๆ
2. ตาพล่ามัว มองเห็นวัตถุไม่ชัดเจน
3. มีอาการหูอื้อ มึนงง ได้ยินเสียงรอบข้างไม่ชัดเจน
4. รู้สึกได้ยินเสียงวิ้งๆภายในหู ซึ่งจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อเกิดภาวะความเครียด อาการนี้จะหายเองเมื่อภาวะความเครียดลดลง
5. อาการหูแว่ว ซึ่งมักได้ยินเสียงเบาๆข้างหูทำให้เกิดการสำคัญในเสียงเหล่านั้นที่ผิดๆได้
อาการเหล่านี้ที่กล่าวมา หากเกิดอาการขณะลุกหรือยืนอยู่อาจเป็นสาเหตุทำให้เป็นลมหรือหกล้มตามมาได้จึงควรระมัดระวังในเรื่องการทรงตัวเมื่ออาการกำเริบ

สาเหตุของโรคเมเนียส์(โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน)
ในปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัดว่า เหตุใดปริมาณของเหลวในหูชั้นใน (Endolymph) จึงเกิดมีมากกว่าปริมาณปกติขึ้นมาเป็นระยะ ๆ แล้วส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ตามมา (อาการของโรคเป็นผลมาจากความผิดปกติของน้ำในหูชั้นในที่มากผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเกิดขึ้นหรือมีอาการกำเริบได้เมื่อมีปัจจัยเหล่านี้มากระตุ้น เช่น

* การติดเชื้อไวรัส เช่น หูชั้นในอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หูน้ำหนวก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซิฟิลิส ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
โรคทางกาย เช่น โรคภูมิแพ้ โรคของหลอดเลือดในหู ปวดศีรษะไมเกรน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไทรอยด์
* เคยประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อน
* ภาวะเครียดทางจิตใจ การอดหลับอดนอน ร่างกายเหนื่อยล้า การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาแอสไพริน)
* การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน รวมถึงการมีประจำเดือน
* ความไม่สมดุลของน้ำและเกลือแร่
* กรรมพันธุ์ ทำให้ผู้ป่วยมีโครงสร้างหูชั้นในผิดปกติมาแต่กำเนิด
* บางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุหรือมีปัจจัยดังกล่าวมากระตุ้น ซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่

การรักษา : โรคชนิดนี้ถือเป็นโรคไม่ร้ายแรง และสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยตนเอง ในการรักษาทางการแพทย์ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดความเครียด ร่วมด้วยกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยซึ่งจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงภาวะเครียดจากปัจจัยต่างๆให้มากที่สุด นอกจากนั้นขณะเกิดภาวะความเครียดหรือวิงเวียนศรีษะให้ทายาแก้วิงเวียนศรีษะร่วมด้วยพอช่วยในการผ่อนคลายที่เร็วขึ้น ทั้งนี้ ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะในเรื่องความดันของหูร่วมด้วยนั้นจำเป็นต้องงดหรือลดอาหารที่มีความเค็มร่วมด้วยจึจะทำให้การรักษาโรคนี้ได้ผลมากขึ้น

แนวทางการป้องกัน
1. ลดภาวะความเครียดจากปัจจัยต่างๆ
2. ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาทหรือความดันชนิดต่างๆ เช่น เหล้า กาแฟ บุหรี่ เป็นต้น
3. หลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่อาจกระตุ้นภาวะความเครียด เช่น อากาศร้อน บริเวณที่มีเสียงดัง บริเวณที่คนแออัด เป็นต้น
4. รับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้เพิ่มขึ้น และลดอาหารประเภทแป้งหรือไขมันที่เป็นสาเหตุของไขมันอุดตันในเส้นเลือด
5. ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเค็มหรือมีรสจัดต่างๆ
6. มั่นออกกำลังกายหรือการฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ

ภาวะโรคแทรกซ้อน
1. มักเกิดภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย จากความเครียดที่เกิดบ่อยครั้ง
2. ร่างกายอ่อนแอมีภาวะเจ็บไข้ได้ป่วยแทรกซ้อนบ่อยครั้ง เช่น ไข้หวัด
3. เกิดภาวะเสี่ยงต่อเส้นเลือดในสมองแตก
4. เกิดภาวะการเสื่อมของระบบประสาทการได้ยิน เช่น หูอื้อถาวร หูหนวก เป็นต้น

Share.

Leave A Reply