ในยุคที่กัญชาฟีเวอร์  หลายๆประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนนาดา หรือแม้ประทั้งประเทศลาว ตอนนี้ก็สามารถสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศจากกั ญ ช า

แต่กับในประเทศไทยนั้นยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งในเรื่องของกฎหมาย หรือเหตุผลต่างๆนาๆ จนทำให้ประเทศไทยนั้นเสียโอกาสและเสียผลประโยชน์ไป ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป กั ญ ช า ไทย ที่เคยได้ชื่อว่า ดีที่สุดในโลก อาจจะเหลือไว้เพียงแค่ตำนาน

 

“กัญชาไทย” อาจเหลือไว้เพียงตำนาน

ในประเทศของเราตอนนี้ ประเด็นที่หลายคนยังคงถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบคงมีอยู่มากมาย แต่ที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยหนึ่งในนั้นคือประเด็นเรื่องกั ญ ช า หลายคนคงหวังอยู่ลึกๆว่าการถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบนี้จะเป็นการประกายการกลับมาของกัญชาในตำนานซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงและมีค่าที่สุดของราชอาณาจักรไทย

หลังจากที่สหรัฐอเมริกาใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งในปี 1960 และให้ทหารประจำการอยู่นับหมื่นนาย เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองของอุตสาหกรรมกัญชาไทย ด้วยราคาที่ถูกแต่มีอานุภาพทรงพลัง กัญชาไทยในยุคนั้นหาได้ทั่วไปเหมือนเหล้าเบียร์ในยุคนี้

“พวกเขาใช้ด้ายพันมันไว้ เอามันเสียบไม้ ทำมันอย่าพิถีพิถัน ไม่แปลกเลยที่จะขายได้ง่ายกับพวกGI สองไม้ห้าไม้ต่อหนึ่งดอลลาร์ จำได้ว่ามีคนไทยเริ่มเอามาขายให้กับทหารอเมริกา ที่ไหนก็ตามที่มีพวกGI ที่นั้นมีการซื้อขายเกิดขึ้น ”

แน่นอนครับมันคงเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจาก Thai stick อันเลื่องชื่อระบือนาม

“ทหารผ่านศึ กชาวเวียดนามคนหนึ่งเล่าว่า เพียงเห ล้ าจินขวดละแปดสิบเซ็น คุณสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเจ้าแท่งนั้นได้ยี่สิบแท่ง”

เจ้าThai stickแท่งแรกได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเหยียบแผ่นดินอเมริกาในปี 1960 ผ่านทางที่ทำการไปรษณีย์ของกองทัพบก ความแตกต่างระหว่างกัญชาไทยกับกัญชาเวียดนามและกัมพูชานั้น

ถ้าจะให้เทียบก็น่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างเหล้าข้าวโพดกับซิงเกิลมอลต์ วิสกี้ชั้นดีเลยทีเดียว ในปี 1967 มีเอเย่นในสหรัฐอเมริกาเรียกมันว่า “ซิการ์คิวบาแห่งโลกกัญชา” เลยทีเดียว

“ ใครจะลืมเจ้าแท่งสีเขียวจากประเทศไทยที่หนาแน่นไร้เมล็ด แถมยังแข็งแกร่งซะยิ่งกว่ากระทิงแท่งนั้นได้”

เป็นปีๆที่อเมริกาคิดค้นเทคนิคการทำ sinsemilla อันซับซ้อนนำมาผนวกเข้ากับการจัดการพืชผลของเกษตรกรนักปลูกกัญชาชาวอเมริกา(sinsemilla คือส่วนยอดสุดของดอก ที่ไม่ได้เอาเกสรออก มีความเข้มข้นของ THC สูง) นิตยสาร High Times ได้กล่าวไว้ว่า“ คนไทยอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่าด้วยเทคนิคใดๆ”

ราคาเพียง 3 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมจากไร่ในภาคอีสาน แต่สามารถเรียกเงินได้สูงถึง 4,000 เหรียญสหรัฐในเมืองใดๆก็ตามในสหรัฐอเมริกายุค 1970 ได้อย่างง่ายดาย

ความต้องการของต่างประเทศสำหรับกัญชาสร้างความเจริญในภูมิภาคที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยในช่วงปี 1970 และ 80 ทางตอนเหนือของอุดรตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขงตั้งอยู่ในภาคอีสานซึ่งเป็นที่ราบสูงขนาดใหญ่เท่ากับรัฐในอเมริกาหลายแห่ง (62,000 ตารางไมล์)

ถึงแม้จะแห้งแล้งและมีฝุ่นมากในฤดูแล้ง ถึงแม้ว่านาข้าวจะยากต่อการชะล้างและไม่ให้ผลผลิตมากนัก แต่กัญชาไทยก็ยังคงต้องขอบคุณที่ดินลุ่มแม่น้ำโขงเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และทรายปน เกษตรกรในภาคอิสานของประเทศไทยใช้ความพิถีพิถันกับพืชกัญชาเช่นเดียวกับที่ชาวฝรั่งเศสใช้กับต้นองุ่น

“ พวกเขารู้วิธีเพาะปลูกที่ดี ผมหมายถึงวิธีการดูแลดอก วิธีการแยกเพศกัญชา รู้ว่าควรแยกตัวผู้ออก” ชาวไทยคนหนึ่งกล่าว หลังจากที่พวกเขาเก็บเกี่ยวและอบแห้งเจ้าดอกไม้พาสวรรค์ เขาและครอบครัวช่วยกันนำดอกกัญชาที่ได้มาเสียบกับแท่งไม้ไผ่ขนาดเล็กอย่างเป็นระเบียบและมัดเจ้าดอกสีเขียวนี้ด้วยเส้นใยป่าน

สิ่งที่ทำให้การทำให้กั ญ ช า เป็นอ าช ญ า ก ร ร มเป็นเรื่องที่ลึกลงไปในจิตใจของคนเจ็นเนอเรชั่นหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือว่ามันถูกพิจารณาว่าเป็นเพียงสมุนไพรหรือถูกนำมาใช้ทำอาหาร หรือนำมาสันทนาการเหมือนย าสู บเท่านั้น

เจ้าพืชวิเศษที่ปลูกในประเทศไทย, ลาว, กัมพูชาและเวียดนามมานานหลายศตวรรษและถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆเช่น ปวดหัวไมเกรน, อหิวาตกโรค, มาลาเรีย, โรคบิด, โรคหอบหืด, การย่อยอาหาร, ป ร สิ ต และอาการปวดหลังคลอด

“ เกือบทุกมุม บ้านทุกหลังพวกเขามีมันในบ้าน ผู้สูงอายุทั้งหลายจะชอบมันมากๆ คนที่ทำงานหนักๆเขาจะชอบใช้เพื่อผ่อนคลาย แต่พวกเขาจะใช้เป็นย าเมื่อรู้สึกเจ็บไข้ ดังนั้นหากคุณไม่อะไร ก็เดินไปหยิบมันมาสักแท่งสิ” ชาวไร่วัยชราคนหนึ่งกล่าว

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Redpipeth

 

สปอนเซอร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here