ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั้น พระองค์ได้ทรงประสบพบเจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ว่าจะเป็นทั้ง คน สัตว์ สิ่งของ ก็ต่างแปลกตาไปจากที่ทรงประสบในเมืองไทย ทั้งนี้พระองค์ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่อง “ไกลบ้าน” เพื่อรักษาเรื่องราวเหล่านี้ไว้

จากพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย ได้หยิบยกประเด็นที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเปรียบเทียบวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ในเมืองฝรั่งกับเมืองไทยรวบรวมมาไว้อยู่ในตอนหนึ่งของหนังสือ “เรื่องส่วนพระองค์ใน ‘ไกลบ้าน’” ซึ่งมีใจความดังนี้

ในการเสด็จประพาสยุโรปรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสังเกตระหว่างชาวไทยและชาวต่างประเทศอยู่หลายเรื่อง เช่นเรื่องของ “พฤติกรรมการดื่มเหล้า”

พระองค์ได้มีพระราชดำริว่าชาวฝรั่งนั้นมีจุดประสงค์ในการดื่มเหล้า เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น เนื่องจากอากาศที่เมืองนอกนั้นหนาว การดื่มเหล้าถือเป็นความจำเป็น

ต่างกับคนไทยที่กินเหล้าเพื่อความ “เก๋” กินเพื่อให้เมาก็เท่านั้น

ดังที่ทรงบรรยายไว้ว่า “…ไม่เหมือนของเรา อากาศร้อน ข้างฝ่ายเราอ้ายน้ำก็กินอยู่ อ้ายเหล้านั้นเป็นของเพิ่มเติม วิเศษออกไปนอกจากจำเปน กินสำหรับให้เมา สำหรับให้เก๋…ความตั้งใจที่จะกินมันผิดคนละฐานะไม่ร่วมกันเลย…”

นอกจากเรื่องของพฤติกรรมการดื่มเหล้าแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่พระองค์ได้บรรยายไว้ถึงความแตกต่างของทั้งสองชาติคือ

เรื่อง “กลัวแดด” ว่าคนไทยนั้นแม้จะอยู่ในเมืองร้อน เจอแดดอยู่บ่อยครั้งกว่าชาวยุโรปแท้ ๆ แต่กลับกลัวแดดมากกว่า

เจอแดดทีไรเป็นต้องหลบเข้าร่มอยู่ทุกครั้งไป อีกทั้งถ้าเด็กคนไหนออกไปยืนตากแดดก็คงจะต้องโดนผู้ใหญ่เอ็ดเอาได้

แต่เรื่องของความกลัวแดดของคนไทยนี้พระองค์ก็ทรงมีความเข้าใจว่าเป็นเพราะว่าเมืองไทยนั้นเป็นเมืองร้อน พอแดดมาก็ยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่ ต่างจากยุโรปเมืองหนาวการอยู่ตากแดดจึงเป็นการสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย

แต่ถึงกระนั้นก็ยังพบว่าเวลาคนไทยเวลามาเจอแดดเมืองนอกเมืองหนาวทีไรก็ยังไม่วายหลบเข้าร่มไปอีก เรื่องนี้ท่านก็ทรงให้เหตุผลไว้ว่า

“…เห็นจะเป็นด้วยเข็ดหลาบ มันหลบเข้าไปเองโดยไม่ได้นึกว่าจะหนีแดด…”

ประเด็นความแตกต่างที่ได้ทรงบรรยายไว้อีกเรื่องคือเรื่องของ “การบริหารประเทศ”

ว่าในประเทศอังกฤษนั้นนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินได้มาจากคณะบริหารบ้านเมืองซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีความรู้มาทำงานออกความเห็นเรื่องการบริหารร่วมกัน

เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงนำประเด็นมาเสนอให้พระเจ้าแผ่นดินรับทราบ เป็นรูปแบบการทำงานที่ส่งผลให้บ้านเมืองมีความเจริญขึ้นอยู่เรื่อย ๆ

ต่างจากไทยที่ความเห็นทุกอย่างมาจากผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ผู้น้อยมีหน้าที่ฟังแล้วทำตามเท่านั้น ไม่ขยันขันแข็งเท่าฝรั่ง

ในขณะเดียวกัน ก็ทรงพบว่าชีวิตของชาวฝรั่ง “…ช่างมีแต่ความสนุกสบายกันเสียจริง ๆ ไม่เบื่อเลย ไม่เห็นมีใครทำอะไรในตอนบ่ายเที่ยวเล่นเท่านั้น…”

เรื่องนี้พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าเป็นเพราะ ฝรั่งนั้นเวลาเล่นก็คือเล่น แต่เวลาทำงานก็ทำจริง เป็นวิไสยที่ไม่ใช่ของคนไทยเอาเสียเลย

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: silpa-mag, ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. เรื่องส่วนพระองค์ใน “ไกลบ้าน”. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here