ชายแก่คนหนึ่งทำงานในบริษัท แต่เขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีคนขับรถ ขับรถคันเก่าไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง

เขาไม่ใช่คนยากไร้ ตรงกันข้ามเขาเป็นคนที่ร่ำรวยอันดับสองของโลก* ประมาณว่าความร่ำรวยราว 74,000 ล้านดอลลาร์ (ตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ สองล้านห้าแสนล้านล้านบาท โอ้แม่เจ้า!)

ด้วยเงินของเขาสามารถซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้หลายลำ แต่เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อเมื่อครึ่งศตรรษที่แล้ว กินอาหารง่ายๆ ใช้ชีวิตง่ายๆ การหย่อนใจของเขาคือนอนดูโทรทัศน์รายการโปรดบนโซฟา กินข้าวโพดคั่วที่ทำเอง

เขาไม่ใช่คนขี้เหนียว แต่ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เขาเพิ่งบริจาคเงิน 83 เปอร์เซ็นต์ของเขา ให้องค์กรการกุศล ประมาณ 31,000 ล้านดอลล่าร์ (เป็นเงินไทยก็ราวๆ 1 ล้านล้านบาท ) ซึ่งเป็นเงินบริจาคที่สูงที่สุดก้อนหนึ่งในประวัติศาสตร์

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่ง จากชีวิตของเขา

เขารู้สึกว่าการเรียนในวิทยาลัยเป็นความสูญเปล่า แต่ก็ยอมเรียนต่อเพราะพ่อขอไว้ และเป็นนักศึกษาระดับต้นๆ ด้วยคะแนนสูงลิ่ว

เมื่อเรียนจบ เขาก็ไปทำงานไม่กี่ปีก็ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ในวัยยี่สิบหก สร้างตัวมาจากความไม่มี ด้วยสองมือ จนกลายเป็นซีอีโอของบริษัทขนาดยักษ์

เงินเดือนทั้งปีของเขาคือ หนึ่งแสนเหรียญ จัดว่าน้อยมากสำหรับหมายเลขหนึ่งของบริษัท ซีอีโอทั่วไปมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยเก้าล้านดอลลาร์

เขาบอกว่า สหรัฐอเมริกาจ่ายเงินให้นักมวยสิบล้านเพื่อที่จะน็อกคู่ต่อสู้ให้ล้มในเวลาสิบวินาที แต่ไม่สามารถจ่ายเงินดีแก่ครูที่เก่งที่สุด พยาบาลที่ดีที่สุด เป็นการจ่ายที่ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่ง เขาเห็นคุณค่าของการทำงานที่เป็นประโยชน์เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คิดจะย้ายบ้านที่อยู่มาตั้งแต่หนุ่มไปอยู่คฤหาสน์ที่ไหนสักแห่ง เขาบอกว่า ซื้อบ้านใหม่ทำไม ในเมื่อเขามีทุกอย่างที่ต้องการในบ้านหลังนี้แล้ว การย้ายบ้านเพียงเพื่อให้ ‘สมฐานะ’ ของตัวเองเป็นเรื่องเหลวไหล

หลายปีก่อนเคยมีการสัมภาษณ์มหาเศรษฐีชั้นนำของโลกจำนวนหนึ่ง และพบว่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจริงๆ ล้วนเป็นคนมัสยัสถ์อย่างยิ่ง ใช้เงินเท่าที่จำเป็น เพราะพวกเขาเห็นว่าเงินทองไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิต

โลกเราเต็มไปด้วยคนรวยกลวงๆ คนที่พยายามทำตัวให้ดูรวย เมื่อไม่มีเงินก็พยายามกู้เงินมา ด้วยค่านิยมที่ว่า “คนที่กู้เงินได้คือคนที่มีเครดิต”  แต่เขากลับบอกว่า จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตไปไกลๆ

ที่แตกต่างจากคนอื่นก็คือ ลูกหลานของเขาจะไม่ได้รับมรดกมากเท่าส่วนบริจาค เขาบอกว่า “ผมต้องการให้ลูกหลานของผมมากพอที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากพอที่ทำให้พวกเขาไม่ทำอะไรเลย”

เมื่อมองทะลุวัตถุนิยม ก็เริ่มแลเห็นความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ซึ่งชายแก่คนนั้นชื่อ วอร์เรน บัพเฟตต์ 

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง
๑. มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน
๒. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน
๓. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน
๔. มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต

– ทุกความขยันนำรายได้มาให้ แค่พูดมีแต่นำความยากจนมาให้

– อย่าพึ่งพาแหล่งรายได้หนทางเดียวเป็นอันขาด สร้างการลงทุนให้เป็นรายได้แหล่งที่สอง

– ถ้า “ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น” คุณอาจต้องขาย “สิ่งจำเป็น” ในไม่ช้า

– อย่าออมส่วนที่เหลือจากการจ่าย ให้จ่ายหลังจากหักการออมแล้ว

– ระวังรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ เพราะรูเล็กๆ หลายรูก็สามารถจมเรือได้เหมือนกัน

– เมื่อคุณลงทุน อย่าใช้ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว

– ถ้าคุณเป็นหนี้ คุณจะเป็นทาสของเจ้าหนี้

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จตามที่หวังนะครับ

สปอนเซอร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here