พระพุทธเจ้าตรัสว่า…อย่าเพิ่งเชื่อใน 10 สิ่งนี้

 

1. อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
คนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ ก็เชื่อกันไปโดยบอกว่า “เขาว่ามา” ซึ่งคำที่เขาว่ามา มันเป็นการบอกต่อๆกันมา กว่าเรื่องจะมาถึงเรา ก็จริงบ้างไม่จริงบ้างปนๆกันไป ฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

2. อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบทอดกันมา
ความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณ บางเรื่องก็เป็นเพียงแค่เรื่องที่ปรัมปรากันมา เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการสอนลูกหลานให้กลัวและอยู่ในโอวาท ความเชื่อของคนสมัยก่อนบางเรื่องก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

3. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
ขนาดข่าวในหนังสือพิมพ์ บางครั้งยังมีผิดพลาดต้องออกมาขอโทษในภายหลัง หรือบางครั้งมีความจริงเป็นบางส่วน บางครั้งเป็นข่าวลือที่มาจากคนข้างบ้านเขาว่ามา ไม่ใช่ข่าวที่เราว่าเอง ก็อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
ถ้าใครเอาตำรามาอ้างให้เราฟัง ก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเขาอาจจะอ้างตำราขึ้นมา โดยไม่ได้อ่านตำรานั้นจริงๆ หรือตำรานั้นอาจไม่มีอยู่จริงเลยก็ได้ เหมือนเช่นโพสนี้ที่กำลังอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็เป็นตำราเช่นกัน ฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
การอ้างหาเหตุผลโดยการคิดเดาเอาเอง ด้วยคำว่าคงจะเป็นแบบนั้น คงจะเป็นแบบนี้ ซึ่งคำว่า “คงจะ” นั้นมันไม่แน่นอน ฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนหรืออนุมานเอา
บางครั้งคิดคาดคะเนว่าฝนตกแน่ๆ เพราะเมฆก่อตัวดำท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่บางทีลมก็พัดเอาเมฆนี้ลอยพ้นไปเลยก็ได้ ขนาดกรมอุตุบางทียังผิดพลาดได้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฎ
บางคนแต่งตัวดี ก็ว่ามีฐานะร่ำรวย ซึ่งก็อาจไม่แน่ บางคนแต่งตัวยาจก ก็นึกว่ายากจนไม่มีเงินทอง ซึ่งก็อาจไม่แน่
บางคนท้องโตก็คิดว่าเขาท้อง แต่เขาอาจอ้วนก็ได้  ฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของใคร
บางครั้งเมื่อมีใครมาพูดตรงกับความเห็นของเรา เราก็เชื่อเสียแล้ว เช่น บางทีเราไม่ชอบใครสักคนอยู่ พอมีคนมาบอกว่าคนนั้นมันไม่ดี เราก็เชื่อว่าคนนั้นไม่ดีแน่ๆ เพราะเราไม่ชอบเขาอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่แน่เสมอไป เขาอาจจะเป็นคนดีก็ได้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

9. อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
ไม่ว่าผู้พูดจะดูน่าเชื่อถือขนาดไหน จะมียศตำแหน่งสูงขนาดไหน ก็ใช่ว่าจะเชื่อถือได้ทุกคน และใช่ว่าจะเชื่อถือได้เสมอไป ควรฟังหูไว้หู ไม่เช่นนั้นจะถูกหลอกได้ง่าย

10. อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา
ข้อนี้อาจอ่านแล้วตกใจกัน แม้แต่ครูก็อย่าเพิ่งเชื่อหรอ ทั้งนี้ เพราะบางครั้งครูของเราอาจพูดผิด เข้าใจผิด หรือกระทำผิดได้ ดังนั้นเราต้องฟังให้ดี ก่อนที่จะเชื่อ

หลักคำสอนทั้ง 10 ข้อนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนว่า ไม่ให้เชื่อ หรือห้ามเชื่อ แต่ทรงสอนว่า “อย่าเพิ่งเชื่อ”
ต้องใช้สติ และคิดพิจารณาดูให้ดีเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าธรรมที่พระองค์สอนนั้นดีหรือไม่ดี แต่ให้พิจารณาดูว่าหากไม่ดีก็ละทิ้งเสีย

สปอนเซอร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here