“หลายครั้งที่เราก็ปล่อยให้ชีวิตเลยผ่านไป พอรู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว”

มาดูข้อคิดดีๆ จากคนที่ประสบความสำเร็จก่อนวัย 40 ท่านหนึ่ง บอกเล่ากันดีกว่า…
ว่าอะไรบ้าง ที่ทำให้ชีวิตเขาไปไวกว่าคนอื่นๆ และอะไรบ้าง ที่ทำให้หลายๆ คนตระหนักว่าตัวเองบกพร่องไป..

 

1.ชีวิตสั้น อย่าทนกับงานที่ไม่ใช่
ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่ไม่ให้เกียรติ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้เรื่อง ความก้าวหน้าในงานที่ไม่มีที่ไป… แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะอดทนและปล่อยให้เวลาผ่านไป พอรู้ตัวอีกที อายุก็ปาไปเลข 4 แล้ว

ในขณะที่ความจริงแล้ว หลายคนที่ตัดสินใจหางานใหม่ ได้ตำแหน่งงานดีๆ และก้าวหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ซึ่งปัจจุบันการหางานก็ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก แค่ใช้เว็บไซต์คลิกๆ หางานแป้ปเดียว ไม่กี่นาที ก็เจองานที่ถูกใจแล้ว

2.ความสำคัญของการเข้าสังคม
ในสมัย 22-23 หลังเรียนจบใหม่ๆ คุณอาจมองข้ามการเข้าสังคมไป ยังยึดติดกับเพื่อนมหาวิทยาลัยและไม่อยากเริ่มต้นความสัมพันธ์ในสังคมใหม่ๆ เพราะมันช่างยุ่งยาก และน่าเบื่อ

แต่เมื่ออายุผ่านไป คุณจะรู้เลยว่า “ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในสังคมนั้นแสนสำคัญ เพราะมันจะทำให้คุณได้มิตรสัมพันธ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นในเชิงธุรกิจ หรือการเริ่มต้นงานในสาขาอาชีพใหม่ๆ”

 

3.ทุ่มร่างกายกับงาน ไม่คุ้มค่า
เคยมีคนกล่าวว่า “หากบริษัทขาดคุณไป เค้าก็หาคนอื่นมาแทนคุณได้ แต่ถ้าครอบครัวขาดคุณไป ก็หาใครมา แทนที่คุณไม่ได้”

เมื่อถึงวัยหนึ่ง คุณจะเริ่มตระหนักว่าการใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วง ทำโอทีจนถึง 3 ทุ่ม และกลับถึงบ้านเที่ยงคืน ทำให้สุขภาพคุณเสียไป แม้ไม่อาจบอกว่าเปล่าประโยชน์ เพราะงานที่คุณทำก็ทำให้คุณได้รับเงินและประสบการณ์เป็นค่าตอบแทน แต่การทำงานหนัก เสียสุขภาพ และทุ่มเงินกับการรักษาตัวตอนแก่นั้น ช่างไม่คุ้มกันเสียเลย..

 

4.โลกออนไลน์ ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
พึงระลึกว่าโลกออนไลน์ คือโลกที่แตะต้องไม่ได้จริง และสมาร์ทโฟนทคือสิ่งที่ทำให้คุณสูญเสียเวลาไปอย่างมหาศาล ดังนั้นถอยห่างจากมันบ้าง แล้วคุณจะพบว่าโลกภายนอกมีอะไรดีๆ ให้เรียนรู้อีกเยอะ

5.จงอย่าหยุดเรียนรู้
การเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด ทำให้คุณพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ในขณะที่การไม่เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย จะทำให้คุณกลายเป็นคนล้าสมัย และติดกับโลกเก่าๆ ของตัวเอง การเรียนรู้จึงเป็นการเปิดโลกกว้างของคุณด้วย

 

6.การเปลี่ยนแปลงคือความดีงามอย่างหนึ่ง
หลายคนกลัวการเปลี่ยนแปลง และตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งดีงาม เพราะมันทำให้คุณได้เรียนรู้ กระตุ้นศักยภาพในการพัฒนาตัวเองของคุณ และผลพลอยได้คือ คุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นในอนาคต

7.ไปคนเดียวอาจไปได้ไกล แต่ไปด้วยกัน “ไปได้ไกลกว่า”
เมื่อคุณอายุมากขึ้น จะรู้ว่าการทำงานเป็นทีม ทำให้งานเสร็จไว และมีประสิทธิภาพกว่าการทำงานคนเดียวมาก ดังนั้นเมื่อหลายคนอยู่ในช่วงอายุระดับหนึ่งแล้ว ลืมไปเลย เรื่องฉายเดี่ยว

 

8.กังวลไปก็เท่านั้น
สิ่งที่จะรักษาความกลัวและความวิตกกังวลได้นั้นคือ การลงมือทำและความว่องไว ถ้าคุณมัวแต่เสียเวลาไปเพียงเพราะว่าคุณกำลังหวาดกลัวที่จะทำตามแนวคิดนั้นๆ มัวแต่พูดเพ้อเจ้อ หรือรู้สึกกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร คุณจะไม่มีวันบรรลุเป้าหมายของคุณ

อย่างไรก็ตามถ้าคุณเอาชนะความวิตกกังวลและความกลัวเหล่านั้น แล้วลงมือทำ คุณจะพบว่าสิ่งที่คุณมัวแต่วิตกกังวลนั้นมันไม่มีอะไรเลย

9.ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ
เมื่อสมัยมัธยมปลาย หรือมหาวิทยาลัย คนส่วนใหญ่มักจะกลัวความล้มเหลว กลัวจะติดเอฟ กลัวจะอกหัก กลัวจะทำงานออกมาไม่ดี กลัวทุกอย่าง จนกระทั่ง ใช้ชีวิตไม่เต็มที่.. แทนที่จะวิ่งไปสู่ความสำเร็จ ก็เลยหลายเป็นว่านั่งอยู่ที่เดิม ในคอมฟอทโซน

แต่เมื่ออายุได้เฉียดเลข 4 แล้ว คนส่วนใหญ่จะตระหนักได้ว่า ความล้มเหลวคือสิ่งที่ดี และเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และจริงๆ แล้ว ความล้มเหลวก็แค่ส่วนหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น

 

10.ความสุขคือระหว่างทาง ไม่ใช่เพียงจุดหมาย
หลายคนคิดเฝ้าฝันให้ไปถึงความสำเร็จเร็วๆ เพราะตัวเองจะได้มีความสุขเสียที แต่จริงๆ แล้วความสุขที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากความสำเร็จในตอนท้ายเท่านั้น

แต่ความสุขนั้นกลับเกิดขึ้นในระหว่างทาง เป็นความพึงพอใจที่ได้พยายามทำสิ่งต่างๆ และตระหนักในคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังทำ

คงจะดี ถ้าข้อคิดเหล่านี้ ทำให้หนุ่มสาวอย่างเราๆ ได้ตระหนักและตื่นตัว ก่อนที่เวลาจะล่วงเลยไป และเรากลายเป็นสิ่งไร้ค่า.. เหมือนเศษฝุ่น

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก WorkVenture

สปอนเซอร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here