เป็นที่กันรู้ดีว่า คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องระเบียบวินัย การตรงต่อเวลามาก รวมถึงความซื่อสัตย์ นี่คือสิ่งที่คนไทยรับรู้มาตลอด พ่อแม่หลายคนจึงอยากให้ลูกมีนิสัยเช่นนั้น

 

แล้วพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นมีวิธีฝึกลูกอย่างไรให้เป็นเด็กเก่ง จนเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เราลองมาดูวิธีการ เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น ที่คนญี่ปุ่นยึดถือกันมาตลอดกันค่ะ

ซึ่งเทคนิคการเลี้ยงลูกสไตล์ญี่ปุ่น ที่ทางจะนำมาเสนอนี้ คุณชินอิจิโร่ อิคาริ คุณพ่อชาวญี่ปุ่นที่ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์อิจิมันเนนโด ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตหนังสือชุด Happy Advice ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นจนทะลุยอดขาย 4 ล้านเล่ม ได้เผยถึงโจทย์การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันให้ฟังว่า..

 

ระยะหลังมานี้ ชาวญี่ปุ่นไม่ได้เน้นให้ลูกเรียนอย่างเดียว แต่จะสร้างเสริมคุณลักษณะหลาย ๆ ด้านเข้าไปด้วย ซึ่งจะเน้นความเป็นมนุษย์ทั้งในตนเอง และในผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการให้เกียรติ รู้จักคุณค่าของตัวเอง มีความเกรงอกเกรงใจ ซึ่งความมุ่งหวังนี้เพื่อสร้างลูกให้อยู่ในสังคมอย่างไม่สร้างปัญหา หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ส่วนเรื่องระเบียบวินัยนั้น คุณพ่อชาวญี่ปุ่นท่านนี้บอกว่า จะไม่เข้มงวดมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด แต่จะยึดหลักความสมดุลโดยเน้นที่ตัวลูกเป็นหลัก เช่น ให้ลูกช่วยกันตั้งกฎกติกาขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมว่าควรจะดู หรือเล่นกี่ชั่วโมงต่อวัน เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องระเบียบวินัยที่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นจะเน้นสอนลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพแล้ว คุณอิคาริยังบอกต่อว่า การเลี้ยงลูกให้มีความสุขคือเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

1. ไปโรงเรียนเอง

เด็กจะถูกฝึกให้เดินไป-กลับโรงเรียนเอง ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาทั้งที่เป็นโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐบาล ผู้ปกครองส่วนใหญ่หากจะรับหรือส่งลูก ก็มักจะใช้ขนส่วมวลชนมากกว่าจะใช้รถส่วนตัว เนื่องจากทางญี่ปุ่นต้องการที่จะปลูกฝังเด็กมีวินัยในเรื่องการตรงต่อเวลา เพราะถ้าเพื่อนคนไทยช้าก็จะทำให้เพื่อนๆ คนอื่นรอนาน เนื่องจากเด็กๆ ในละแวกเดียวกันจะเดินทางไปโรงเรียนพร้อมๆกัน

2.  รู้จักหน้าที่ของตนเอง

พ่อแม่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะสอนให้ลูกรู้จักทำงานบ้านที่เหมาะสมกับวัย ส่วนโรงเรียนก็จะจัดเวรกันทำความสะอาดห้องเรียน และอาคารเรียนเพื่อปลูกฝังความรับผิดชอบต่อส่วนรวม วิธีการที่จะให้ลูกเริ่มต้นรับผิดชอบงานของตัวเอง

3. ค้างคืนกับโรงเรียน

ที่ญี่ปุ่น เด็กประถมชั้นปีที่ 4 ขึ้นไป ทางโรงเรียนจะจัดให้พักแรมนอกสถานที่อย่างน้อย 2 คืน รวมถึงการเดินทางไกล และการทำอาหารด้วย สำหรับประเทศไทยก็มีการจัดกิจกรรมทำนองนี้ที่บ้านเรามักจะเรียกว่าการเข้าค่ายลูกเสือ ยุวนารี หีือเนตรนารี แต่จะนอนค้างคืนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง

4.ซ้อมสถานการณ์จำลอง

ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องแผ่นดินไหวมาก และแผ่นดินไหวก็มักจะสร้างความเสียหายให้กับญี่ปุ่นไม่น้อย ดังนั้น โรงเรียนจึงมีการนำหลักสูตรการซ้อมสถานการณ์จำลองเมื่อเกิดแผ่นดินไหวกับเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 5 โดยให้นักเรียนนอนค้างที่โรงเรียน 1 คืน ไม่ให้อาบน้ำ และต้องกินอาหารสำเร็จรูป ขนมปัง หรืออาหารกระป๋อง เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหวจะต้องทำอย่างไร ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี สำหรับเมืองไทยการซักซ้อมเหตุการณ์แนวนี้น้อยมาก บางโรงเรียนก็มีการให้ความรู้เรื่องการดับเพลิง หรืออื่นๆ แต่ไม่ได้ลงลึกมากนัก

5. เรียนรู้การเอาตัวรอด

พอมาชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประเทศญี่ปุ่นก็ได้จัดการเข้าข่ายพักแรมในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เพื่อให้เด็กได้รู้จักเอาตัวรอดจากการจมน้ำ โดยทางโรงเรียนจะจัดกิจกรรมการว่ายน้ำไม่ต่ำกว่า 500 เมตร สำหรับโรงเรียนของไทย จะมีไม่กี่โรงเรียนที่มีสระว่ายน้ำ ทำให้เด็กต้องไปหัดทักษะว่ายน้ำเองข้างนอก ปัญหาที่จะพบเห็นทุกปีของเมืองไทยในช่วงปิดเทอมตือ การจมน้ำของเด็ก เพราะเด็กมักจะไปเล่นน้ำเพื่อคลายร้อน และเด็กหรือผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็ขาดความรู้เรื่องการช่วยเหลือคนจมน้ำ หรือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วย

6. เข้าร่วมกิจกรรมเข้าค่ายอยู่เสมอ

อีกหนึ่งกิจกรรมช่วงปิดเทอมที่ญี่ปุ่นจัดกันอย่างสม่ำเสมอคือ การเข้าค่ายต่างๆ ทั้งทางกีฬา ทางการเรียน และความรู้ต่างๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม การช่วยเหลือตนเอง และการปฎิบัติตนตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 3 เป็นต้นไป

7. เรียนเพื่อค้นหาความสามารถพิเศษ

ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการเรียนพิเศษกันเยอะ บางครั้งเด็กไม่ได้เรียนเพื่อต้องการเพิ่มเติมความรู้อย่างเดียว แต่เป็นการค้นหาความสามารถพิเศษเฉพาะตัวทั้ง ด้านดนตรี ศิลปะ และกีฬา ซึ่งไม่ได้เรียนกันเล่นๆ แต่เด็กๆ ต้องเข้าร่วมฝึกซ้อมอย่างจริงจังอย่างสม่ำเสมอ

8. ทุ่มการเรียนพิเศษอย่างเต็มที่

การเรียนพิเศษอย่างหนัก เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ดังนั้น พ่อแม่มักจะเข้มงวดให้ลูกได้เรียนพิเศษเพิ่มเติมตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนเอกชนหรือรัฐบาล ซึ่งก็เหมือนกับไทย ที่พ่อแม่คิดว่าการที่ลูกได้เข้าเรียนที่ดีจะนำไปสู่การประสบความสำเร็จในอนาคต

เลี้ยงลูกแบบ Happy สไตล์พ่อชาวญี่ปุ่น

สำหรับหัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูกแบบ Happy สไตล์คุณอิคารินั้น มีหลักง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่คนไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับลูกได้ ซึ่งมีเทคนิคดังต่อไปนี้

1.การแสดงความรักของพ่อแม่ควรแสดงอย่างเปิดเผย เช่น การกอด หรือพยายามสื่อสารให้ลูกรู้ว่า พ่อกับแม่รักลูก ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้พ่อแม่ และลูกจะมีความสุขไปพร้อมๆ กัน

2.เวลาที่ลูกดื้อหรือไม่เชื่อฟัง ไม่ควรดุในทันที แต่ควรเปิดใจและรับฟังลูกก่อน นั่นจะทำให้ลูกเริ่มเข้าหาและใกล้ชิดกันมากขึ้น เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวตามมา

3.รู้จักขอโทษเมื่อทำไม่ดีกับลูก เช่น โมโหเกินไป หรือโกรธที่ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งจริงอยู่ที่บางครั้งมันห้ามไม่ได้ แต่ควรเรียกอารมณ์กลับมาให้เร็วที่สุด และพยายามขอโทษลูกกับอารมณ์ชั่ววูบที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจทำ

4.ถ้าเห็นลูกพยายามมุ่งมั่นหรือทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง ควรชื่นชมในทันทีและควรชมบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เพราะกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น มีความภูมิใจ และความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

5.ไม่ควรบังคับหรือคาดหวังว่าลูกจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ เพราะชีวิตเป็นของลูก และเป็นคนละส่วนของพ่อแม่ ดังนั้น ไม่ควรคิดว่าลูกเป็นเสมือนสิ่งของของตัวเอง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here